‘LS 460L’ Lexus flagship

เลกซัส ต้องการที่จะแทรกตัวเข้าสู่ตลาดรถหรูในบ้านเราให้ได้ แต่ที่ผ่านมายังทำยอดขายได้ไม่มากนัก ซึ่งคงจะมีการบ้านอีกมากให้ต้องขบคิดกัน

(Advertorial)

โดยเฉพาะในเรื่องของภาพลักษณ์ และภาพพจน์ เพราะในด้านของตัวสินค้า หรือว่าเทคโนโลยี เชื่อว่า เลกซัส ก็คงไม่น้อยหน้าไปกว่าคู่แข่งจากฝั่งตะวันตก ทั้ง เมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือว่าบีเอ็มดับเบิลยู

    ในด้านตัวสินค้า นับว่า เลกซัส ส่งรถเข้ามาเปิดตลาดครบไลน์ มีรถที่ครอบคลุมตลาด ไม่ว่าจะเป็น ไอเอส ,จีเอส, รถเอสยูวีอย่าง อาร์เอ็กซ์ หรือรถหรูรุ่นท็อป แอลเอส นอกจากนี้ก็ยังมีตระกูล เอฟ อย่างแอลเอฟ เอ และก็ยังมีตัวเลือกหลากหลาย โดยเฉพาะระบบไฮบริดในหลายรุ่น ทั้ง แอลเอส จีเอส อาร์เอ็กซ์ และซีที

    ปีนี้เลกซัส หวังว่าจะมียอดขายประมาณ 750 คัน และในจำนวนนี้เป็นยอดของรถธงอย่างแอลเอสไม่ต่ำกว่า 35 คัน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่มากนัก แต่ก็ยังเรียกได้ว่ามีพัฒนาการทางด้านการตลาด

    สำหรับรถธง คือ แอลเอสนั้น ปลายปี 2555 ที่ผ่านมา เลกซัส ส่งรถรุ่นปรับโฉมเข้ามาทำตลาด แต่แม้ว่าหลักๆ คือตัวเดิม แต่มีการผ่าตัดใหญ่  เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก ซึ่งเลกซัสบอกว่ามากกว่า 3,000 จุด ทั้งภายนอกและภายใน

    ซึ่งจุดที่เปลี่ยนมากขนาดนี้ ทำให้มันดูมีบุคลิกที่แตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน และที่สำคัญก็คือดูดีขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นมุมมองในด้านหรูหรา อารมณ์สปอร์ต หรือว่าความร่วมสมัยของโลกยานยนต์ก็ตาม

   แอลเอส เป็นรถรุ่นท็อปของเลกซัส และออกสู่ตลาดมาแล้ว 4 เจเนอเรชั่น ด้วยกัน มียอดขายสะสมทั่วโลกกว่า 7.3 แสนคัน แต่เท่าที่ดูมา ผมเห็นว่าตัวล่าสุดนี้มีความร่วมสมัย และพร้อมที่จะแข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างน่าสนุก 

   แอลเอส มีให้เลือกหลายอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็น เอฟ สปอร์ต, 460 และ ไฮบริด สำหรับรุ่นที่อยู่ในมือผมเป็น 460L ที่เน้นอารมณ์หรูหราเป็นหลัก

   สำหรับการปรับเปลี่ยน 3,000 จุดที่ว่านั้น รวมถึงรูปร่างหน้าตาของมัน ที่เห็นได้เด่นชัดก็คือ กระจังหน้าที่เปลี่ยนใหม่ช่วนให้รถมีมิติมากขึ้น เพิ่มอารมณ์หรูหรา และสปอร์ตไปในตัว นอกจากนี้ยังเสริมด้วยไฟแอลอีดีที่นำมาใช้ทุกจุด ไฟตัดหมอกแนวตั้งกับเลนส์โพลิเอสเตอร์ที่เลกซัสบอกว่ามีขนาดเล็กที่สุดในโลก

   รถออกแบบให้มี 4 ที่นั่ง แต่สามารถเพิ่มเป็น 5 ที่นั่งได้ เมื่อพับที่วางแขนขึ้นไป เบาะนั่งกว้างขวาง เบาะหลังปรับเอนได้ มีระบบนวด และทุกที่นั่งมีระบบปรับอากาศในตัว ซึ่งระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสาร ใช้เซนเซอร์ 13 ตัว เพื่อให้การกระจายความเย็นตรงกับความต้องการที่แตกต่างกันของ
ผู้โดยสารแต่ละคนมากที่สุด

   460 L ใช้เครื่องยนต์ วี 8 ขนาด 4.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 380 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 493 นิวตันเมตรที่ 4,100 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง

   ความยาวกว่า 5 เมตร คือ 5,180 มม. ความกว้าง 1,875 มม. และสูง 1,465 มม. อย่างไรก็ตามแม้จะว่ามีตัวถังที่ใหญ่โต แต่แรงบิดกับอัตราเร่ง  0-100 กม./ชม. ที่ใช้เวลา 6.3 วินาที ช่วยให้มันมีความคล่องตัวสำหรับการใช้งานในเมืองใหญ่ ที่มีการจราจรหนาแน่นอย่างกรุงเทพ และก็ยังได้รับการช่วยเหลือจากความแม่นยำของพวงมาลัย และความคล่องตัวที่เพิ่มขึ้น จากการลดขนาดของมันลงมา ช่วยให้การควบคุมรถสำหรับการขับที่ต้องเปลี่ยนช่องทางไปมาทำได้ง่ายขึ้น

   ส่วนการทำความเร็ว คงไม่ต้องพูดถึงมากครับ การไล่ความเร็วทำได้สบายๆ การขับในระดับ 160-170 กม./ชม. ไม่ใช่เรื่องยาก และช่วงล่างก็ยังจัดการได้ดี รถนิ่ง แม้จะเลือกระบบช่วงล่าง แบบ COMFORT ก็ตาม แต่ถ้าอยากเพิ่มอารมณ์สนุกก็สามารถเลือกช่วงล่างไปที่ SPORT  หรือ SPORT+ ได้

   ช่วงล่างของแอลเอส เลือกได้จากปุ่มควบคุมที่คอนโซลเกียร์ คือ ECO, COMFORT, NORMAL, SPORTS และ SPORT S+ ที่จะปรับค่าความหนืดของช็อคแอบซอร์เบอร์แบบถุงลม ถ้าอยากให้ประหยัดก็เลือก ECO แต่ถ้าต้องการให้เครื่องยนต์ตอบสนองเท้าที่เหยียบคันเร่งมากขึ้น ก็ปรับมาใช้ SPORT หรือ ถ้าใช้ความเร็วสูง หรือขับขี่ในเส้นทางคดโค้ง ต้องการให้ปรับการตอบสนองเครื่องยนต์ด้วย และปรับค่าช่วงล่างให้เกาะถนนที่ดีขึ้นก็ปรับไปที่ SPORT+

   แต่ละระบบ มีความแตกต่างให้รู้สึกได้อย่างชัดเจนครับ เช่น น้ำหนักพวงมาลัยเพิ่มขึ้น ช่วงล่างแข็งขึ้น ช่วยให้การขับขี่ที่ความเร็ว หรือทางโค้งทำได้มั่นใจมากขึ้นเรียกว่าเล่นกับโค้งได้สนุก อารมณ์สปอร์ตแสดงออกมาอย่างชัดเจน มันลัดเลาะโค้งต่างๆ ไปได้อย่างง่ายๆ ไม่มีอาการร่อน หรือไถลให้รู้สึกได้ เสียดายแต่ว่าคนซื้อส่วนใหญ่ ผมเชื่อว่าไม่ได้ขับเอง

   การขับสนุกไม่ใช่ต้องใช้ความเร็วทุกครั้งไปนะครับ การขับไม่เร็วนัก แต่เส้นทางคดโค้ง ก็สร้างความสนุกและความเพลิดเพลินได้อย่างดี อย่างเช่น เส้นทางบนเขาใหญ่ ซึ่งไม่ควรใช้ความเร็วสูง เพราะเป็นพื้นที่อุทยาน ถนนเล็ก และยังมีสัตว์ที่พร้อมจะออกมาบนถนนทุกเวลา

   แต่เส้นทางที่คดโค้งไปมา เมื่อมีช่วงล่างที่ดี แรงบิดสูง พร้อมส่งรถออกจากโค้งอย่างทันอกทันใจ ทำให้มันขับได้อย่างสนุกสนาน และเพลิดเพลิน

   460L มีระบบตัวช่วยมากมาย รวมถึงระบบควบคุมไดนามิก  VDIM (Vehicle Dynamics Integrated Management) ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ เช่น ระบบกันสะเทือน พวงมาลัย หรือระบบพรีเซฟ ที่เซ็นเซอร์จะตรวจสอบเส้นทางล่วงหน้าและหากพบว่ามีความเสี่ยงจากการชน อุปกรณ์ตัวอื่นที่เกี่ยวข้องจึงทำงาน เช่น เข็มขัดจะดึงรัดทันที

   ส่วนอุปกรณ์ลดการบาดเจ็บอย่างถุงลม ก็ใส่มาเต็มที่ รวมถึงถุงลมป้องกันเข่า 2 ตำแหน่งด้านหน้า ม่านถุงลม ถุงลมในเบาะรองนั่งผู้โดยสาร ที่จะพองตัวดันต้นขาให้สูงขึ้น ป้องกันช่วงก้นไม่ให้ไหลไปด้านหน้า

   ส่วนระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ หรือ cruise control สามารถเลือกระยะห่างจากคันหน้าได้ 3 ระดับ โดยเมื่ออยู่ในระยะที่กำหนด หากคนขับยังไม่ทำอะไร ระบบจะเบรกให้เอง ซึ่งทำงานได้ดี เพิ่มความปลอดภัยได้มาก ถือว่ามีประโยชน์สำหรับการจราจรในบ้านเราที่รถหลายคันเปลี่ยนเลนไปมา แต่อาจจะต้องยอมรับกับการเบรกที่รุนแรงสักหน่อย หากมีรถเข้ามาในพื้นที่ตรวจจับของเรดาร์ในระยะที่กระชั้นชิดเกินไป

   ความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งคงจะตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากๆ ก็คือ ความนุ่มนวลที่ทำได้น่าพอใจ และความเงียบภายในห้องโดยสาร ที่ปล่อยให้เสียงจากภายนอก ทั้งเสียงลม ยาง หรือเครื่องยนต์หลุดรอดเข้ามาน้อยมาก ส่วนค่าตัวอยู่ที่ 11.78 ล้านบาท ซึ่งก็เกาะกลุ่มกับคู่แข่ง ทั้ง เอส-คลาส หรือว่า ซีรีส์ 7 ครับ