ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 15 มกราคม 2557

ทุกคนควรมีโอกาสในการศึกษา'สมาธิ'หลวงพ่อวิริยังค์

ทุกคนควรมีโอกาสในการศึกษา'สมาธิ'หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร : วิปัสสนาบนหน้าข่าว มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ เรื่อง สุกล เกิดในมงคล ภาพ

              เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา เป็นวันคล้ายวันเกิด พระธรรมมงคลญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ครบ ๙๔ ปี เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร กรุงเทพฯ ผู้ก่อตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพทั้งในประเทศไทย แคนาดา และสหรัฐอเมริกา หนึ่งในศิษย์องค์สำคัญของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์ พระป่าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

              ในช่วงบ่ายสามโมงของวันดังกล่าว พระภิกษุ สามเณร วัดธรรมมงคล และวัดสาขา เดินทางมาถวายมุทิตาสักการะหลวงพ่อวิริยังค์ ณ อุโบสถชั้น ๑ จากนั้นหลวงพ่อแสดงธรรมให้พระเณรได้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาปริยัติธรรมควบคู่กับการปฏิบัติสมาธิอย่างต่อเนื่องว่าสำคัญเพียงใด
 
              ท่านเล่าย้อนไปในยุคแรกของการก่อตั้งวัดว่า สร้างมาเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๐๖ แต่ท่านมาอยู่ก่อนหน้านั้นปีหนึ่ง มากัน ๒ รูป และเณรอีก ๑ รูป

              "มานอนวันแรก ฝนมันตก หลังคาก็ไม่มี อยู่กัน ๓ รูป แต่ทำส้วมไว้ ๕ ห้อง เพราะก่อนที่จะมาอยู่วัดนี้ เคยอยู่วัดบรมนิวาสเวลาปวดท้องส้วม กุฏิที่อยู่ไม่มีส้วม ไปขอเขาส้วมข้างๆ เขาก็ไม่ให้ส้วม จะเข้าไปเขาก็ใส่กุญแจ ไม่รู้จะไปไหน ไม่ทันก็ที่ใต้กุฏิ พอมาที่วัดนี้ก็เลยสร้างส้วมซะ ๕ ห้องก่อน พอดีฝนก็ตกใหญ่ ตกลงไม่ได้นอนข้างนอก ก็ไปนอนในส้วม"

              นี่คือประวัติวันแรกของการมาอยู่วัดธรรมมงคลของหลวงพ่อวิริยังค์ ต่อมาท่านก็สร้างกุฏิ และสร้างหลักสูตรครูสมาธิ ที่ปัจจุบันขยายไปถึง ๙๐ สาขา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลวงพ่อเล่าว่า ด้วยความที่ต้องการจะพัฒนาคนที่ด้อยโอกาสให้ได้รับโอกาส จึงได้ตัดสินใจรับสถานที่นี้ให้สร้างวัด โดยความตั้งใจ เพื่อพัฒนาการศึกษาสมาธิที่ได้เรียนจากหลวงปู่มั่นมาทำให้เป็นระบบ

              "ในระยะนั้น การศึกษายังไม่เจริญถึงขนาดนี้ จบประถม ๔ ก็ไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควายอยู่บ้านนอก ก็ตั้งใจเปิดวัดในกรุงเทพฯ นี้ขึ้นด้วยเห็นตัวอย่างจากวัดบรมนิวาสปีหนึ่ง รับพระเณรได้ไม่เกิน ๔ รูป ถ้าเกินจากนั้นก็เกินโควตา เราเคยไปนั่งอยู่ข้างๆ เพื่อนกันเอาเณรมาฝากเจ้าอาวาสอยู่ ๓-๔ ชั่วโมง เจ้าอาวาสก็ไม่ให้ เมื่อมาสร้างวัดธรรมมงคล ก็เลยเปิดวัด ใครจะเข้ามาอย่างไรก็มาได้ มาถึงก็มาสมัครกันร้อยหนึ่งก็เอา สองร้อยก็เอา สามร้อยก็เอา ไม่มีวัดไหนหรอกในกรุงเทพฯ ที่เขาจะทำอย่างวัดนี้ "

              ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะหลวงพ่อคิดว่า ทุกคนควรมีโอกาสในการศึกษาวิชาความรู้ในกรุงเทพฯ ท่านอธิบายเหตุผลตรงนี้ว่า ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าการที่รับภิกษุสามเณรมามากๆ นั้น มันจะก่อปัญหา

              "เพราะปัญหาเกิดขึ้นจากจิตใจที่มันไม่ดี เมื่อเกิดจากจิตใจไม่ดีแล้ว คนไม่ดีอยู่ที่ไหนก็ไม่ดี มันเป็นอย่างนั้น ทั้งๆ ที่รู้อยู่ แต่ก็ยอมเปิดวัดให้พวกเธอทั้งหลายได้พากันมาร่ำเรียน ในระยะ ๑๐ ปี เรารับเณรที่เข้ามาอยู่วัดธรรมมงคล และวัดสาขาในตอนนั้นทั้งสี่แห่งรวมที่กำแพงแสน มีจำนวนถึง ๑๖,๐๐๐ รูป ซึ่งหลวงพ่อก็พยายามเปิดสอนทางโลกด้วย ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ชั้นประถม ชั้นมัธยม มาจนถึงมหาวิทยาลัย ตรีโท เอก มหาเปรียญ ก็สนับสนุน ก็เรียนกันมาด้วยความตั้งใจ เพราะถ้าหากว่าพวกเธออยู่เป็นพระเณร ก็ให้เป็นศาสนทายาทที่ดี และถ้าหากลาสิกขาออกไป ก็ให้ไปเป็นพลเมืองดี อย่างนี้ก็ถูกใจแล้ว"

              เพราะการสร้างคนไม่ใช่วันสองวัน แต่ใช้ความพยายามตลอดชีวิตของท่านเลยทีเดียว หลวงพ่อได้พยายามเสียสละแค่ไหน มาฟังท่านกันต่อ

              "หลวงพ่อไม่มีเวลาที่ย่อหย่อนท้อถอย ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้สมาธิ ที่เขียนขึ้นมาเป็นหลักสูตรให้มันกระจายไปทั่วโลก ไปต่างประเทศก็สอนแบบเดียวกับเมืองไทย เวลานี้ ภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพ ๑๖ ปี มีผู้มาเรียนจบไปแล้วไม่ต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้น นอกเหนือจากที่ให้เรียนทางโลก ยังต้องมีการเรียนเรื่องสมาธิ เพื่ออะไร เพื่อที่จะขัดเกลาจิตใจ ให้มีจิตใจที่บริสุทธิ์ เพราะว่าเราจะสร้างโลกให้บริสุทธิ์ เป็นสิ่งยาก แม้เป็นโยม เป็นพระก็สร้างขึ้นมายาก แม้แต่ตัวหลวงพ่อเองก็สร้างขึ้นมายาก จึงให้รู้ว่า เมื่อสร้างสมาธิขึ้นมาแล้ว จนมีพลังจิตตามที่หลวงพ่อได้วางหลักสูตรไว้ มันจะมีคุณธรรมเกิดขึ้นในจิต ๓ ประการ ได้แก่ ๑.ความรับผิดชอบสูง ๒.ความมีเหตุผล และ ๓.ความมีเมตตา สามอย่างนี้จะเกิดขึ้นมาพร้อมกับสมาธิ ยกเว้นแต่ว่า คนไม่ทำสมาธิ ไม่ก็ทำทิ้งๆ มันก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่เมื่อเวลาที่ทำตามหลักสูตรที่หลวงพ่อแนะนำไปแล้วนั้น มันก็เกิดธรรมะขึ้น ๓ ประการในจิตอย่างแน่นอน "

              ประการแรก ความรับผิดชอบสูงนั้น หลวงพ่อหมายถึง รู้ชั่ว รู้ดี ว่าสิ่งใดจะเป็นประโยชน์ สิ่งใดจะเป็นโทษ มันมีสิ่งเตือน เรียกว่า สติ ในขณะเดียวกัน ไม่ใช่ว่า พูดอะไรก็เอาสีข้างเข้าถู มันไม่มีเหตุผล เอาตัวเองเป็นใหญ่ แล้วมันก็ใช้ไม่ได้ ถ้าหากว่ามีพลังจิตแล้ว คุณธรรมประการที่สองก็เกิดขึ้น คือ ความมีเหตุผล การที่จะเอาสีข้างเข้าถูก็หมดไป และคุณธรรมข้อที่สาม คือความมีเมตตาก็ปรากฏ

              หลวงพ่ออธิบายว่า ความมีเมตตาเป็นสิ่งใหญ่มาก

              "เพราะเมื่อมีเมตตาแล้ว มันก็มีการเสียสละ เหมือนกับคนที่เรียนครูสมาธิจบไปก็มาช่วยเป็นอาสาสมัครครูสมาธิทั้งหลาย ช่วยด้วยความเต็มใจ พอใจ ไม่ใช่ช่วยด้วยความหวังเงิน หวังค่าตอบแทน ยกเว้นแต่ว่า ทำสมาธิกะปริดกะปรอย สร้างพลังจิตไม่เป็นชิ้นเป็นอัน มันก็เกิดไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าทำตามระบบที่หลวงพ่อสร้างขึ้นมา แล้วมีการต่อยอด มันก็จะเกิดพลังจิตขึ้น มีความรับผิดชอบสูง มีเหตุผล ความมีเมตตาต่อกัน ถ้าสามอย่างนี้เกิดขึ้นมาแล้ว จะอยู่สักร้อยสักพันรูปก็ไม่มีเรื่องอะไร แต่ถ้าสามอย่างนี้ไม่มีแล้ว อยู่กันแค่ไม่ถึง ๑๐ รูปก็ทะเลาะกันแล้ว มันเป็นอย่างนั้น"

              หลวงพ่อแนะนำในตอนท้ายว่า เพราะฉะนั้นใครยังไม่ได้เรียนสมาธิในระบบที่หลวงพ่อสร้างไว้ ก็ให้พากันมาเรียนซะ เพื่อให้พลังจิตเกิดขึ้นมา เวลานี้วัดธรรมมงคลของเราหนาแน่นไปด้วยผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนเยอะแยะ เกิดขึ้นมาจากคนที่เรียนครูสมาธิทุกคน

              "เราก็ต้องรู้ว่า เมื่อทำอย่างนี้แล้ว วัดก็เจริญ เมื่อเจริญก็ต้องรักษา โบราณท่านว่า เมื่อเราได้สิ่งใด ก็ต้องรักษาสิ่งนั้น เราก็จะได้อาศัยสิ่งนั้นไปนาน เหมือนกับร่างกายของเรา ก็ต้องรู้จักดูแลรักษาร่างกายนี้ให้แข็งแรง แล้วเราก็จะอยู่มีอายุยืนนานต่อไป ถ้าเราไม่รู้จักรักษา ก็ป่วยไข้ เดี๋ยวก็ตาย เพราะฉะนั้นการที่พวกเธอทั้งหลายมาประชุมกันก็ช่วยกันสนับสนุนในสิ่งที่ถูกต้อง หลวงพ่อเห็นพระสงฆ์เดี๋ยวนี้ ออกนอกลู่นอกรอยไปเยอะ เพราะฉะนั้น คณะของเราอย่าให้เป็นอย่างนั้น ให้มีธรรมะสามประการนี้ คือความรับผิดชอบสูง การมีเหตุผล และการมีเมตตาต่อกัน สวัสดี "

              นั่นไม่เพียงเป็นธรรมะที่หลวงพ่อวิริยังค์มอบให้แต่เพียงพระเณร สำหรับฆราวาสอย่างเราๆ ก็สามารถนำมาปฏิบัติ และใช้ในครอบครัว สังคมที่กำลังคุกรุ่นไปด้วยความเห็นต่าง ลองมาฝึกสมาธิตามคำแนะนำของหลวงพ่อกันดู แล้วจะรู้ได้ด้วยตนเองว่า เมื่อใจมีพลัง แล้วคุณธรรมสามประการเกิดขึ้นอย่างไร และโลกจะสันติได้จริงหรือไม่ !


              โครงการสร้างสันติภาพโลก สถาบันพลังจิตตานุภาพ วัดธรรมมงคล โทร.๐-๒๓๓๒-๔๑๔๕ www.samathi.com