บันเทิง : คอลัมน์เด็ด
วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม 2556

เอกเขนกดูหนัง : Frozen

เอกเขนกดูหนัง : Frozen : โดย...ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 

                        นานมาแล้ว ที่ดิสนีย์เหินห่างจากแนวทางที่ตัวเองเป็น เดินไปบนทางที่คนอื่นแต่งแต้มไว้ และมักจะทำอะไรตามกระแสนิยม ทั้งๆ ที่ครั้งหนึ่ง ตัวเองเคยเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ เคยแผ้วถางทาง เป็นตำนานให้คนรุ่นหลังยึดถือเป็นแบบอย่าง สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทำหนังรุ่นใหม่มานักต่อนัก แต่เมื่อพ้นจากอาการหลงลืมตัวตนไปชั่วขณะ วันนี้ดิสนีย์เรียกจิตวิญญาณและเส้นสายลายมือของตัวเองกลับมาได้อีกครั้ง และแล้วงานชิ้นใหม่ของค่ายหนังขวัญใจมหาชนสำนักนี้ ก็กลับมาสถิตย์ในใจคอหนังทั่วโลกได้อีกครั้ง

                        "Frozen" คือหลักไมล์สำคัญหมุดใหม่ ที่ทำให้ดิสนีย์กลับมาสำรวจตัวตนหันมาทบทวนในสิ่งที่ตัวเองช่ำชองและเชี่ยวชาญ สร้างงานในแบบฉบับที่สาวก, แฟนเดนตาย ของพวกเขารู้จักคุ้นเคย จัดวางอัตลักษณ์ที่ครั้งหนึ่งได้สร้างสีสัน ชีวิตชีวาให้กับภาพเคลื่อนไหวในโลกมายา กลายเป็นประวัติศาสตร์อีกหนึ่งหน้าที่ปรากฏในตำรับตำราวิชาภาพยนตร์ทั่วโลกมาแล้ว

                        "Frozen" พาคนดูกลับไปสู่บรรยากาศการ์ตูนวอลท์ดิสนีย์คลาสสิกอีกครั้ง ตั้งแต่เพลงประกอบที่คลอเคลียตลอดทั้งเรื่องจนใกล้เคียงกับมิวสิคัล เรื่องราวแบบเทพนิยายเจ้าชาย-เจ้าหญิง เมื่อปีที่ผ่านมาหนังทำนองนี้ของดิสนีย์ก็คือ "Brave" เจ้าของรางวัลออสก้าร์สาขาหนังแอนิเมชั่นยอดเยี่ยมนั่นเอง (แต่ก็สร้างโดยสตูดิโอพิกซ่าร์ ส่วนหนังของดิสนีย์สตูดิโอที่เข้าชิงปีที่แล้วคือ Wreck-It Ralph) และที่พลาดไม่ได้แน่นอนคือการผจญภัยเพื่อหาทางแก้ไขคำสาป พ้นจากเวทมนต์ดำ นำพาความสุขกลับคืนมาสู่อาณาจักรและปวงประชาราษฎร์ในท้ายที่สุด

                        "Frozen" เล่าเรื่องตามขนบดั้งเดิมของการ์ตูนวอลท์ดิสนีย์ทุกประการ จะแตกต่างไปก็คือสีสันอันสวยงามและเทคนิคพิเศษอลังการอันเกิดจากเทคโนโลยีเลิศล้ำตามยุคสมัย พล็อตของหนังก็ธรรมดาสามัญเพราะว่าด้วยเรื่องของเจ้าหญิงเอลซ่า ตัวน้อยผู้ต้องคำสาปในการปลดปล่อยพลังความเย็น ก่อนจะพลั้งพลาดเผลอไผลพ่นสายน้ำแข็งเข้าใส่เจ้าหญิง อันนา น้องสาว หลังจากนั้นมาเธอก็เฝ้าแต่เก็บเนื้อเก็บตัว หวาดกลัวว่าจะเผลอปล่อยความเย็นใส่ใครเข้าอีก จวบจนวันที่เธอต้องเข้ารับตำแหน่งราชินีแห่งอาณาจักรเอเรนเดลล์ เหตุการณ์วุ่นๆ ในงานเลี้ยงก็นำความวุ่นวายมาสู่เธอและน้องสาวจนเกือบเป็นโศกนาฏกรรมทำให้อาณาจักรอันสวยงามของเธอและน้องสาวต้องล่มสลาย

                        ก่อนหน้านี้ เรื่องราวแบบเทพนิยายดิสนีย์ ประมาณเจ้าหญิงจอมแก่นกับหนุ่มทึ่มแต่ใจงามเคยปรากฏมาก่อนหน้านี้ไม่นานนักจากเรื่อง "Tangled"เมื่อสามปีก่อนและ "The Princess and the Frog" ก่อนหน้านั้นหนึ่งปี ซึ่งทั้งสองเรื่องทำเงินถล่มทลายแต่ก็ไม่ค่อยได้รับเสียงชื่นชมนักโดยเฉพาะ "Tangled"

                        ดูเหมือนดิสนีย์จะกลับมาทบทวนบทบาท และเส้นสายลายมือของตัวเองอีกครั้งอย่างหนักแน่นใน "Frozen" เรื่องนี้ เพราะหนังมาพร้อมความบันเทิงชวนฝันอย่างสุดกู่ ประโคมโรมรันด้วยเพลงเพราะๆ หลากหลายสไตล์ชนิดเอาตาย ที่ไม่เพียงเพลิดเพลินไปกับภาพสวยๆ เรื่องราวชวนฝันสนุกๆเท่านั้น เพราะเมื่อถึงจังหวะที่ต้องเน้นย้ำด้วยเสียงเพลง คริสทอฟเบค, คริสเทน แอนเดอร์สัน โลเปซ และ โรเบิร์ต โลเปซก็ไม่พลาดทำหน้าที่ของตัวเองอย่างยอดเยี่ยมจนเพลงประกอบในหนังเรื่องนี้โดดเด่นและไพเราะจนเกือบจะนำหน้าตัวหนังไปด้วยซ้ำ

                        มีข้อแนะนำอีกประการหากใครคิดจะดูหนังเรื่องนี้ กรุณาเข้าโรงภาพยนตร์ตรงเวลา เพราะไม่อยากให้พลาด "Get A Horse" หนังสั้นที่ฉายแปะหัวก่อนหน้า ที่จะพาเรากลับไปสู่รากเหง้าที่แท้จริงของการ์ตูนดิสนีย์ตั้งแต่การนำเอาฉากหนึ่งของ "Steam Boat Willie" การ์ตูนเรื่องแรกที่ทำให้โลกรู้จักตัวละครคลาสสิคมิกกี้ เมาส์ และมินนี่ แฟนสาว อีกทั้งยังเป็นการ์ตูนเสียงเรื่องแรกของโลก จากผลงานการสร้างสรรค์ของวอลท์ดิสนีย์ราชาการ์ตูนผู้สร้างคุณูปการแก่โลกภาพยนตร์ โดยตัวหนัง "Get A Horse" นั้น ทั้งเป็นการแสดงความคาราวะต่อการ์ตูนขาวดำคลาสสิกของดิสนีย์ และการศิโรราบต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างสามมิติ โดยนำมาผสมผสานเข้ากันอย่างกลมกลืน ผูกเรื่องเข้ากับการสร้างสถานการณ์ผจญภัยได้อย่างสนุกสนาน กลมกล่อม นำตัวละครคลาสสิคของดิสนีย์มากมายกลับมาขึ้นจอได้อย่างมีชีวิตชีวา ที่สำคัญเสียงของมิคกี้ เมาส์ ที่พากย์โดย วอลท์ดิสนีย์ ที่บันทึกไว้ก็ถูกนำกลับมาในหนังอีกครั้ง

                        การดู "Frozen" คือการหวนรำลึกนึกถึงความทรงจำอันงดงามของดิสนีย์โดยแท้