การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2556

ยิ่งลักษณ์และทักษิณ

ยิ่งลักษณ์และทักษิณ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล

               การชุมนุมของประชาชนที่ก่อตัวขึ้นจากการรับไม่ได้ที่พรรคร่วมรัฐบาลดึงดันเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบรวบยอด ได้ขยายตัวไปสู่ความไม่พอใจการบริหารราชการและพฤติกรรมของรัฐบาล ซึ่งมี คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี คู่ขนานไปกับการที่พรรคประชาธิปัตย์ขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง นับเป็นวิกฤติภาวะทางการเมืองครั้งสำคัญที่คุณยิ่งลักษณ์จำต้องเผชิญหน้าโดยไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป

               ถ้าจะกล่าวว่าคนไทยได้ให้โอกาสแก่คุณยิ่งลักษณ์ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีค่อนข้างมาก หากเปรียบเทียบกับอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างคุณสมัคร สุนทรเวช และคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งมาจากรากเหง้าของพรรคไทยรักไทยเช่นเดียวกัน ก็คงไม่ผิดนัก สิ่งที่ทำให้คุณยิ่งลักษณ์ได้รับโอกาสดังกล่าว ก็คือความเป็นผู้หญิง และการนิ่งเฉยไม่ตอบโต้กับวาทกรรมของฝ่ายค้าน แต่ความนิ่งเฉยนั้นยิ่งวันก็ยิ่งกลายเป็นข้อสังเกตว่า การนิ่งเฉยของคุณยิ่งลักษณ์เกิดจากความมีขันติ หรือความไม่รู้ร้อนรู้หนาวกันแน่ ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นขนานใหญ่ และการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดซึ่งเปิดเผยตัวเองออกมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องจำนำข้าว แต่คุณยิ่งลักษณ์ก็ยังเล่นลูกเฉยต่อไปตามเดิม ทั้งยืนกรานว่าจะไม่มีการแก้ไขนโยบายหรือการดำเนินงานที่ผิดพลาด แม้ว่าจะได้รับการทักท้วงจากผู้ที่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศก็ตาม

               พรรคเพื่อไทยอาจกล่าวว่าได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน 14 ล้านเสียง แต่เชื่อแน่ว่าคะแนนเสียงเหล่านั้นคงไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทยให้มาทำอะไรตามใจชอบ โดยไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้องและผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ และก็คงไม่ใช่การออกใบอนุญาตให้ทำในสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล อย่างแน่นอน ที่น่าสนใจก็คือประชาชน 14 ล้าน ที่คุณทักษิณ ชินวัตร กล่าวอ้างว่าลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ออกมาแสดงปฏิกิริยาต่อกระแสต่อต้านรัฐบาล แม้เพียงสัก 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจเป็นการแสดงว่าการลงคะแนนเลือกตั้งเป็นเพียงกิจกรรมเฉพาะกิจ มิได้เกิดจากความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริง หรือไม่เช่นนั้น ความเลื่อมใสศรัทธาที่เคยมีต่อพรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณ ชินวัตร ก็เจื่อนจางลงไปจากเดิมอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลปัจจุบันก็มาจากพรรคเพื่อไทยเอง

               ความรู้สึกทางการเมืองที่ประชาชนจำนวนหนึ่งมีต่อคุณทักษิณ ได้คลายความเข้มข้นลงกว่าสมัยที่คุณทักษิณถูกปฏิวัติในปี พ.ศ. 2549 ซึ่งในครั้งนั้น คุณทักษิณได้รับความเห็นอกเห็นใจในฐานะผู้ถูกกระทำ และการล้มล้างอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ทำให้คณะปฏิวัติตกเป็นจำเลยได้โดยง่าย ทั้งที่เหตุการณ์ดังกล่าวมีมูลเหตุและบริบทอื่นประกอบค่อนข้างมาก แต่สำหรับในปีนี้นั้น คุณทักษิณเสียคะแนนสงสารไปไม่ใช่น้อย ทั้งจากความเป็นรัฐบาลมือ(อ่อน)ใหม่หัดขับ และพฤติกรรมของคุณทักษิณกับบริวาร ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่คุณทักษิณกระทำตัวเอง ไม่ได้เกิดจากการกระทำของผู้หนึ่งผู้ใด

               มีคำกล่าวว่าการขึ้นสู่อำนาจนั้นแม้จะยากลำบาก แต่ก็ไม่ยากเท่ากับการที่จะลงจากอำนาจโดยเจ็บตัวน้อยที่สุด

               ซึ่งตอนนี้ก็เชื่อว่าคงมีใครต่อใครทั้งที่อยู่ในเมืองไทยและในต่างประเทศ นึกถึงคำกล่าวนี้อยู่หลายคน และอำนาจทางการเมืองนั้น แท้จริงแล้วก็เป็นเรื่องชั่วครู่ชั่วยาม ที่ได้มาและเสียไปได้เสมอ

               ผมคิดว่าสิ่งที่คนไทยทั่วไปภาวนาอยู่ตอนนี้ก็คือ ขอให้เหตุการณ์ทางการเมืองขณะนี้จบลงด้วยดีโดยเร็วที่สุด เพราะผู้ที่จะแพ้หรือชนะในครั้งนี้ก็คือประเทศไทยและคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่นักการเมืองคนไหนทั้งนั้น