กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน 2556

'มะละกา'เสน่ห์เมืองประวัติศาสตร์

มะละกา เสน่ห์เมืองประวัติศาสตร์ : คอลัมน์ชวนเที่ยว

                ปี 2014 มาเลเซียประกาศตัวแล้วว่า เป็นปีการท่องเที่ยวมาเลเซีย มีการเปิดจัดงานใหญ่ด้วยการจัดประชุม World Tourism Conference 2013 ไปเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยการท่องเที่ยวมาเลเซีย เลือกจัดงานที่เมืองมะละกา เมืองมรดกโลกทางประวัติศาสตร์ ตอนใต้ของประเทศ เป็นตัวชูโรง ขานรับการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นถึงศักยภาพของท้องถิ่น และการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน

                มะละกา เมืองที่บอกเล่าเรื่องราวทางอดีตกว่า 500 ปี เมื่อครั้งที่ช่องแคบมะละกาเป็นศูนย์กลางการค้า เป็นดินแดนที่วัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกมาบรรจบกัน ผสมผสานกลมกลืนกับวัฒนธรรมท้องถิ่น จนกลายเป็นวัฒนธรรมมะละกา แถมยังมีสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ มีทั้งกลิ่นอายของยุโรป และเอเชียผ่านตึกรามบ้านช่อง ที่ทำการรัฐบาล โบสถ์ และป้อมปราการ ตั้งแต่ยุคต้นของประวัติศาสตร์ ในคริสต์ศตวรรษ มาจนถึงยุคที่ตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสและดัตช์ มาจนถึงยุคอังกฤษ

                 ว่าแล้ว ชวนเที่ยวมะละกากันซะเลยดีกว่า แม้ไฮไลท์ของเมืองจะอยู่ไม่ไกลกัน แต่ถ้าจะให้อินซะหน่อยก็ควรมีเวลาอย่างน้อย 2 วัน จะได้อ้อยอิ่ง เดินชม และเดินชิมอาหารท้องถิ่นกัน

                มะละกาถูกจัดชั้นให้เป็นเมืองมรดกโลกเมื่อปี 2551 แบ่งเขตที่ต้องอนุรักษ์ดูแลเป็น 2 ส่วน คือ เขตเมืองเก่าที่ครอบคลุมเนินเขาโบสถ์เซนต์ปอล ย่านการค้าเมืองเก่า หน่วยงานรัฐ พิพิธภัณธ์ โบสถ์ซึ่งอยู่ในยุคโปรตุเกส-ดัตช์ และจีน ในช่วงศตวรรษที่ 16 และอีกส่วนเป็นบริเวณล้อมรอบที่จัดเป็นเขตกันชน บนถนนสายหลัก 4 สาย

                ย่านเมืองเก่านี่เอง ที่นักท่องเที่ยวไม่พลาดไปชม ใช้เวลาเดินชมได้เรื่อยๆ ตั้งต้นจากประตูป้อมปอร์ตา เดอ ซานติเอโก ที่โปรตุเกสสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1511 เป็นหนึ่งในสี่ประตูทางเข้าหลักสู่ป้อมปราการอาฟาโมซา ที่หลงเหลืออยู่เพียงป้อมเดียว และเป็นหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมที่ใครๆ ก็ชอบไปเดินชมสถานที่ที่จะนำไปสู่จุดอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย ว่ากันว่าถ้าใครได้มาถ่ายรูปที่นี่ก็มีโอกาสจะได้กลับมาอีก มิน่า ฉันเห็นคนถ่ายรูปกับป้อมนี้กันเยอะมาก แล้วฉันจะพลาดได้ไง ... 

                แค่ประตูป้อมก็รู้ได้ถึงการผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ด้วยทำเลจุดยุทธศาสตร์ และจากความรุ่งเรืองของมะละกานี่เอง ดึงเอานักล่าอาณานิคมเข้ามาไม่ขาดสาย เริ่มตั้งแต่โปรตุเกส ที่ยึดครองในช่วงปี 1511-1641 ทำให้เกิดการก่อร่างสร้างเมือง และดัตช์เข้าครอบครองต่อมาในปี 1641-1795 ซึ่งนับว่าเป็นยุคที่รุ่งเรือง รวมถึงการปิดกั้นช่องแคบมะละกาเพื่อเรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือสินค้า และต่อมาอังกฤษก็เข้ามาครอบครอง ในปี 1795-1941 แล้วถูกญี่ปุ่นยึดครองไป 3 ปี ก่อนอังกฤษจะเข้ามาครอบครองอีกที และท้ายที่สุด มาเลเซียก็ประกาศอิสรภาพสำเร็จ ที่เมืองมะละกา ซึ่งบริเวณหน้าป้อมจะเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานการประกาศอิสรภาพ เป็นตึกที่มีสถาปัตยกรรมผสมกันระหว่างโปรตุเกสกับมาเลย์ อย่างลงตัวสวยงาม

                  เลยป้อมเดินขึ้นเนินเขา สู่โบสถ์เซนต์ปอล แม้จะไม่สูงชัน และใหญ่โตมาก แต่ก็จัดเป็นเนินเขาที่สูงที่สุดของมะละกา ระหว่างทางขึ้นเนิน จะเห็นศิลปินมานั่งวาดภาพสีน้ำ บริเวณทางขึ้นมีต้นไม้ใหญ่ มีทางแยกไปบริเวณฝังศพดัตช์ แต่ฉันเลยไปถึงตัวโบสถ์ด้านบน ยืนชื่นชมกับภาพความงามของช่องแคบมะละกา และท้องถนนที่เห็นอยู่ไม่ไกลเสียก่อน สำหรับตัวโบสถ์เซนต์ปอล สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1753 ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงสถานที่ ทำบันไดทางขึ้นในโอกาสรับเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 2 บริเวณพื้นโบสถ์เป็นหลุมฝังศพ จะมีป้ายศิลาขนาดใหญ่ที่จารึกประวัติของแต่ละหลุมศพวางพิงกำแพงอยู่ และที่นี่เอง เป็นสุสานของนักบุญฟรานซิสเซเวียร์ ถึง 9 เดือนก่อนจะถูกนำไปไว้ที่เมืองโกอา ในอินเดีย

                ด้านหน้าโบสถ์มีรูปปั้นของนักบุญฟรานซิสเซเวียร์ ตั้งโดดเด่นอยู่ โดยที่มือข้างขวาขาด สืบเนื่องจากในปี 1614 ได้มีการนำท่อนแขนนั้นไปที่กรุงโรม เพื่อให้สมเด็จพระสันตะปาปาประกาศเป็นนักบุญ ว่ากันว่าท่อนแขนที่แยกออกไปมีเลือดไหลออกมาจริง ต่อมามีการบูรณะ แต่ก็ถูกกิ่งไม้ขนาดใหญ่หักลงมาฟาด ทุกวันนี้รูปปั้นของท่านก็ยังไม่มีแขนขวาอยู่ดี

                เลยจากโบสถ์ ไปอีกด้านหนึ่ง ผ่านพิพิธภัณฑ์เรือ มองเห็นจัตุรัสดัตช์ไม่ไกล แถมยังผ่านเนินเขาที่เป็นเรื่องเล่าที่มาของการตั้งเมืองมะละกาอีกด้วย ไกด์เล่าตำนานเรื่องนี้ให้ฟังว่า เจ้าชายปรเมศวร (Parameswara) ลี้ภัยมาจากสุมาตรา มานั่งพักที่เนินเขานี้ ระหว่างที่ทรงพักผ่อนพิงต้นมะละกา หรือมะขามป้อมบ้านเรานี่เอง เห็นกระจงถูกฝูงหมาป่ารุมไล่ทำร้าย แต่เมื่อจวนตัวกระจงก็หันกลับมาสู้กับหมาป่าจนตัวตาย เจ้าชายเห็นเหตุการณ์ก็ประทับใจในความกล้าหาญของกระจง จึงเกิดไอเดียว่าควรสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่บริเวณนี้ และรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ จนมีชาวจีนโพ้นทะเลอพยพเข้ามา เกิดเป็นเรื่องราวของบาบ้า(ผู้ชาย) กับญวนย่า (ผู้หญิง) ที่ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่และถือเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของมะละกาทีเดียว 

                ลงจากเนิน ข้ามถนนไปก็ถึงปากแม่น้ำมะละกา มีกังหันขนาดใหญ่ ใกล้กันเป็นบริเวณที่ตั้งของป้อมปราการมิดเดิลเบิร์ก ที่ได้รับความเสียหายและบูรณะขึ้นมา ใกล้ๆ กันเป็นที่ตั้งของสำนักงานท่องเที่ยวมะละกา ที่พร้อมให้ข้อมูลสถานที่ แต่ไฮไลท์สำคัญอีกแห่งของเมืองมะละกาที่จะข้ามไปไม่ได้ ก็แถววงเวียนนี่แหละ จัตุรัสดัตช์ ที่ตกแต่งสวยงาม และอาคารสตัดธิวท์โดดเด่นด้วยกำแพงสีแดงอิฐ ในอดีตเคยเป็นที่พักของผู้ปกครองและทหารชาวดัตช์ สร้างเมื่อปี 1645 ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์วิทยา อาคารแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบดัตช์เพียงแห่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ และเก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดให้เข้าชม 09.00-17.30 น. แต่ถ้าเป็นวันศุกร์-อาทิตย์จะเปิดถึง 3 ทุ่ม

                ใกล้กันเป็นโบสถ์พระคริสต์ สีแดงอิฐโดดเด่นไม่แพ้กัน เป็นโบสถ์เก่าแก่สร้างในปี 1753 ใช้เวลาสร้างถึง 12 ปี มีเพดานสูง 8 ฟุต เป็นโบสถ์ที่สร้างได้อย่างอลังการ ด้วยฝีมือคนล้วนๆ อ้อ...บริเวณด้านหน้า มีสามล้อที่ตกแต่งด้วยดอกไม้คอยบริการนักท่องเที่ยวด้วย สนนราคาราว 40 ริงกิตต่อชั่วโมง แต่ส่วนตัวฉันว่าตกแต่งก็สวยดี แต่เปิดเพลงดังๆ ตอนถีบไปเนี่ย เป็นฉันนั่งไปคงหูดับแน่ๆ 

                ข้ามถนนไปอีกฝั่ง มีสะพานข้ามแม่น้ำมะละกา ให้ตายเถอะ ฮาร์ดร็อกคาเฟ่ก็มาอยู่แถวนี้ มองลึกตามลำน้ำเข้าไปเป็นย่านพักอาศัย เกตส์เฮ้าส์ริมน้ำสไตล์ลิตเติ้ลดัตช์ ข้ามสะพานไปเจอกับย่านเมืองเก่า ถนนจองเกอร์ (จาลัน ฮัง เจบัต) แถวนี้เป็นย่านฮิคตของการสรรหาอาหารอร่อย ของที่ระลึก ของฝาก และเขาเก่าวัตถุโบราณเลยทีเดียว แล้วฉันก็ไม่พลาดได้เข้าไปนั่งรับประทานอาหารในร้านเก่าแก่อายุ 340 ปี ของร้านบิส โทร.1673 เป็นร้านเก่าของชาวดัตช์ที่ต้องอนุรักษ์อย่างเข้มงวดด้วยความเป็นพื้นที่มรดกโลก

                แวะชม แวะช็อปกับแล้ว ฉันปิดตัวมะละกาในบรรยากาศย่ำค่ำ ตั้งแต่ขึ้นหอคอยชมเมือง ที่สูงถึง 80 เมตร เข้าไปไม่ต้องเลือกที่นั่งให้เสียเวลา เพราะตัวหอคอยจะหมุนไปเรื่อยๆ จนได้เห็นเมืองมะละกาทุกด้าน สวยงามจริงๆ โดยเฉพาะตอนอาทิตย์ตกในช่องแคบมะละกา ก่อนจะไปลงเรือล่องแม่น้ำมะละกา ฝ่าสายน้ำระยิบระยับด้วยแสงไฟจากตึกรามบ้านช่อง อายออฟมะละกา โดดเด่นริมน้ำยามค่ำ

                ย่านเมืองเก่าที่มีอาคารเตี้ยๆ สู่ตึกสูงใหญ่ของอาคารสมัยใหม่ รวมถึงที่กำลังก่อสร้างอีกมาก แต่สายน้ำมะละกายังคงสะท้อนถึงเสน่ห์และความรุ่งเรืองได้อย่างไม่จืดจาง 

 

หมายเหตุ : ข้อมูลท่องเที่ยวเพิ่มเติม : การท่องเที่ยวมาเลเซีย 0-2636-3380-3

 

........................

(มะละกา เสน่ห์เมืองประวัติศาสตร์ : คอลัมน์ชวนเที่ยว)