ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2556

‘หลวงพ่อองค์ดำ’แห่งนาลันทาอธิษฐานขอพรรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

‘หลวงพ่อองค์ดำ’แห่งนาลันทาอธิษฐานขอพรรักษาโรคภัยไข้เจ็บ : บุญนำพา

               ประวัติความเป็นมาของ “หลวงพ่อองค์ดำ” จากบันทึกของ “ปิลาซิง” ทำให้เราได้ทราบว่าพระพุทธรูปพระพุทธเจ้าองค์ดำนี้สร้างเมื่อสมัย “พระเจ้าเทวาปาล” ระหว่าง พ.ศ.๑๓๕๓-๑๓๙๓ ถ้าหากท่านผู้ใดทราบประวัติความเป็นมามากกว่านี้จะรู้สึกศรัทธาและประหลาดใจเป็นแน่ เพราะเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวเท่านั้น ที่เหลือจากการทำลายของคนศาสนาอื่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ กล่าวคือ เมื่อ พ.ศ.๑๗๖๖ พวกมุสลิมได้ใช้วิธีเผยแผ่ศาสนาโดยใช้กำลังอาวุธ ถ้าใครไม่นับถือศาสนาของตนจะต้องถูกทำร้าย โดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ ถือเป็นศัตรูตัวสำคัญจะต้องถูกทำลาย ไม่ว่าจะเป็นคนหรือทรัพย์สมบัติในพระพุทธศาสนา จนกระทั่งเข้ายึดครองดินแดนชมพูทวีปฝ่ายเหนือได้ทั้งหมด ด้วยการใช้กำลังอำนาจเข้าห้ำหั่น ฆ่าฟัน ข่มเหง และย่ำยีด้วยวิธีการต่างๆ นานา โดยมี “อิคเทียร์ ซิลจิ” เป็นหัวหน้า พาสมัครพรรคพวกถืออาวุธเข้าห้ำหั่นชาวพุทธ ทุบทำลายเผาตำรับตำรา สถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เหลือไว้แต่ซากปรักหักพังเป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก

               จากการบันทึกของ “ท่านตารนาท ธรรมสวามินปราชญ์” เขียนเอาไว้ว่า...พอกองทัพมุสลิมยกทัพกลับไปแล้ว พระ นักศึกษา และพระอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทา ซึ่งเหลืออยู่ประมาณ ๗๐ องค์ ก็พากันออกมาจากที่ซ่อน สำรวจข้าวของที่ยังหลงเหลืออยู่  รวบรวมเท่าที่จะหาได้ปฏิสังขรณ์ตัดทอนกันเข้าก็พอได้ใช้สอยกันต่อมา
ขณะเดียวกัน “ท่านมุทิตาภัทร” รัฐมนตรีของกษัตริย์ ในสมัยนั้น ได้จัดทุนทรัพย์จำนวนหนึ่งส่งไปจากแคว้นมคธ เพื่อช่วยเหลือซ่อมแซมปฏิสังขรณ์วัดวาอารามที่นาลันทาขึ้นมาใหม่ แต่ก็ทำได้บางส่วนเท่านั้น

               ต่อมาวันหนึ่งได้มี “ชูชก” ๒ คน เข้ามาวางอำนาจ ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลทางศาสนา จนกระทั่ง ๑๒ ปีผ่านไป ๒ ชูชกก็ยังวางตนเขื่องอยู่

               มาถึงคราวหนึ่งทั้ง ๒ ชูชกได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาขึ้น คงคิดว่าเพียงพอแล้วที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป จึงได้รวบรวมเศษไม้ แล้วก่อไฟขึ้น พร้อมทั้งขว้างปาดุ้นฟืนที่ติดไฟไปตามสถานที่ต่างๆ โดยรอบ จนกระทั่งเกิดไฟลุกไหม้ไปทั่ว “มหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทา” แหลกลาญเป็นผุยผง สุดที่จะทำการซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ให้คืนดีได้ดังเดิม มหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทา อันเลื่องชื่อลือนาม ก็เป็นอันสิ้นสุดลง ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่ามาตั้งแต่บัดนั้น

               จนกระทั่งชาวอังกฤษเข้ายึดครองอินเดีย ได้มีนักโบราณคดีชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ “เซอร์คันนิงแฮม” ได้อ่านบันทึกของ “พระถังซำจั๋ง” ซึ่งเป็นพระจีนที่เคยเดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่มหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทา ถึง ๑๓ ปี ได้บันทึกเหตุการณ์และสถานที่สำคัญต่างๆ เอาไว้อย่างละเอียด

               เมื่อ “เซอร์คันนิงแฮม” ได้อ่านดูแล้วจึงได้มอบหมายให้ “เอเอ็ม พรอดเลย์” และ “ดร.สปูนเนอร์” เข้าไปค้นหาปูชนียวัตถุตามบันทึกนั้น ปรากฏว่าได้พระพุทธรูปมากมายหลายองค์ ส่วนมากจะเสียหายหักบิ่นจากการถูกทำลายของมุสลิมดังกล่าว จึงส่งเข้าไปรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประเทศอังกฤษ

               ส่วนพระพุทธรูป “หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ” นั้น ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงไม่ถูกส่งไปอังกฤษด้วย และเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวที่ยังคงความสมบูรณ์ที่สุด จะมีหักบิ่นเล็กน้อยเฉพาะที่พระนาสิกและพระองค์คุลีข้างขวาเท่านั้น

               สรุปแล้วก็คือ เป็นพระพุทธรูปองค์เดียวเท่านั้นที่เหลือรอดจากการถูกทำลายของมุสลิม และไม่ถูกอังกฤษยึดไป

               หากมองจากภาพทั่วๆ ไปแล้ว “พระพุทธรูปองค์ดำ” นี้ มีขนาดใหญ่และประดิษฐานตั้งไว้บนฐานที่มั่นคง ยากลำบากต่อการเคลื่อนย้าย แต่ตามคำบอกเล่าทราบว่าในภายหลังรัฐบาลอินเดียพยายามที่จะย้ายท่านไปเก็บรักษาไว้ภายในพิพิธภัณฑ์เมืองนาลันทา ซึ่งเก็บรวบรวมหลักฐานพระพุทธรูปต่างๆ ที่ค้นพบในบริเวณนาลันทาและราชคฤห์ ทุกครั้งที่มีการโยกย้ายมักเกิดเหตุอาเพศที่ไม่คาดฝันเสมอ เช่น ฝนตกอย่างหนัก เกิดฟ้าผ่าอย่างรุนแรง เป็นต้น เป็นเหตุให้การโยกย้ายองค์พระไม่สำเร็จ

               ขณะเดียวกันชาวบ้านได้มาดูแลรักษาหลวงพ่อดำไว้ หากเกิดการเจ็บป่วยก็จะนำน้ำมันมาลูบองค์พระแล้วอธิษฐานขอให้หลวงพ่อรักษาโรคต่างๆ นับเป็นมหัศจรรย์ว่าโรคต่างๆ ได้ถูกรักษาด้วย “พลังความศักดิ์สิทธิ์” ขององค์พระ แม้แต่ปัจจุบันชาวพุทธผู้แสวงบุญชาวไทยต่างได้เดินทางไปสักการะและอธิษฐานขอพรจากท่านรักษาโรคต่างๆ หายได้อย่างน่าประหลาดใจ นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ยิ่งนัก

               พุทธศาสนิกชนทุกท่าน หากมีโอกาสเดินทางไปแสวงบุญยังประเทศอินเดีย อย่าลืมไปสักการะ “หลวงพ่อดำ” ได้ที่นาลันทา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
คำสวดบูชาสมเด็จพระพุทธเจ้าองค์ดำ...ว่า (นะโม ๓ จบ)

               คำบูชาหลวงพ่อดำ...อิติปิโส ภะคะวา กาฬะวัณณะพุทธะปฏิมัง อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมาสาระถิ สัตถาเทวะ มะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ

               ขอพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ พุทธบารมี สมเด็จพระพุทธเจ้าทรงวรรณะองค์ดำ ที่ข้าพเจ้าได้บูชาแล้ว จงมีอานุภาพ พลานุภาพ บุญญฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ จงบันดาลส่งผลให้ข้าพเจ้ามีอุดมมงคลสูงสุดในตัวข้าพเจ้าและครอบครัว ธุรกิจการงานของข้าพเจ้า จงชนะตลอด ปลอดภัยตลอด เจริญรุ่งเรืองตลอด ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บตลอดชีวิต มีพลานามัยที่สมบูรณ์ยิ่ง

               ในที่สุดขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญา ได้ดวงตาเห็นธรรม รู้แจ้ง เห็นจริง ในอริยสัจ ๔ ประการ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรมอย่างไร ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าจงรู้ธรรมอย่างนั้น ด้วยเดชแห่งบุญนี้เทอญ

               ‘พระพุทธองค์ดำ’ (จำลอง)...จาก ‘นาลันทา’ สู่เมืองไทย

               นับเป็นข่าวดีที่ พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตตธัมโม ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่พระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย ได้ขอน้อมพุทธานุภาพ พุทธบารมี จากหินชนิดเดียวกันที่สร้าง “หลวงพ่อดำ” จากนาลันทา ประเทศอินเดีย ขนาดเท่าองค์จริง เพื่อนำมาประดิษฐาน ณ วัดกลันทา (นาลันทา) บ้านกลันทา อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน เพื่อให้เป็นอุทเทสิกเจดีย์ พุทธานุภาพหลวงพ่อดำจากนาลันทา แดนพุทธภูมิ สู่กลันทาแดนสุวรรณภูมิ โดยขณะนี้ได้เลือกหินดำ แหล่งหินชนิดเดียวกันกับที่สร้างหลวงพ่อดำองค์จริง ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ มหาวิทยาลัยนาลันทา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ขณะนี้นายช่างได้เริ่มงานแกะสลักหินดำสร้างเป็น “หลวงพ่อดำ” แล้ว โดยจะใช้ระยะเวลาการแกะสลักประมาณ ๑ ปี จากนั้นจะอัญเชิญองค์หลวงพ่อจากอินเดียสู่เมืองไทยทางเรือ เพื่อประดิษฐาน ณ วัดกลันทา (นาลันทา) บ้านกลันทา อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เป็นการถาวรสืบไป
หลวงพ่อดำองค์นี้ นับเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์มีพลังพุทธานุภาพด้านรักษาโรค ผู้ศรัทธาจากทั่วโลกต่างก็เดินทางไปกราบสักการะ ขอพรเพื่อรักษาโรคให้หายมานับรายไม่ถ้วนแล้ว

               ผู้ศรัทธาต่อหลวงพ่อดำ ขอให้ได้อธิษฐานเพื่อความเป็นผู้ไม่มีโรคมาเบียดเบียน เพื่อมงคลสูงสุดแห่งชีวิตกันเถิด

               (ติดตามความคืบหน้าการจัดสร้าง “หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ” ได้จากเฟซบุ๊กของท่าน ดร.คมสรณ์)