การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน 2556
http://video.nationchannel.com/player/flowplayer.commercial-3.2.5.swf

'นายกฯ'เปิดงาน'สร้างอนาคตไทย2020'

'นายกฯ' เปิดงาน 'สร้างอนาคตไทย 2020' ย้ำ 2 ล้านล้านพัฒนาด้านคมนาคม หวังสร้างรายได้เชื่อมอาเซียน ระบุเตรียมลงพื้นที่น้ำท่วม 28-29 ก.ย.นี้

 

                         26 ก.ย.56 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “สร้างอนาคตประเทศไทย 2020” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่รัฐบาลเตรียมเดินสายลงพื้นที่ต่างจังหวัด 12 จังหวัด เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทางด้านคมนาคมขนส่ง โลจิสติก ตามพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯวงเงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ โดยมีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มาเป็นประธานในการเปิดโครงการ และยังมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม รวมทั้งผู้บริหาร ข้าราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานแถลงข่าว

                         โดย น.ส.ยิ่งลกัษณ์ กล่าวว่า จากกรณีที่มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติ 2 ล้านล้านบาทแล้ว จึงอยากถือโอกาสนี้เรียนว่า เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานเป็นพื้นฐานของประเทศไทย จึงอยากเชิญคนไทยมาช่วยกันคิดว่าถ้าพ.ร.บฯได้มีการดำเนินการจะมีเวลาอีก 7 ปี ถ้ามาร่วมกันวาดภาพอนาคตว่าจะเป็นอย่างไรเพื่อให้ไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน แต่ 7 ปี กว่าจะได้เห็นภาพเหล่านี้ ซึ่งพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านตนขอให้เรียกว่าพ.ร.บ.เพื่อการลงทุน เพื่อให้เห็นว่าอนาคตประเทศไทยหลัง 2020 จะเป็นอย่างไร

                         ทั้งนี้ปัจจัยที่มีการลงทุนเป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะบอกว่าสิ่งที่เราฝันจะเกิดขึ้นจริงตามที่รัฐบาลจะนำเสนอ อย่างไรก็ตามระบบคมนาคม จะมีทั้งทางน้ำ ทางบก ทางอากาศ และด่านที่จะเป็นการเชื่อมประเทศอาเซียนเข้าด้วยกัน คือจิ๊กซอว์อันแรกของการวางโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมเมืองใหญ่

                         น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า การลงทุนระบบคมนาคมในประเทศไทยเริ่มต้นมาแล้ว 117 ปี ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ที่มีเปิดการเดินรถไฟสายแรกเส้นทางรถไฟระยะทาง 71 กิโลเมตรที่อยุธยา เป็นมิติใหม่ในการเชื่อมอยุธยากับกทม.เข้าด้วยกัน ทำให้คนสัญจรไปมาหากันได้เร็วขึ้น มีการพัฒนาจนมีการเปลี่ยนแปลง ความเจริญจากกทม.ยังเมืองต่างๆมากขึ้น ทำให้เมืองต่างๆมีความเสมอภาค ไม่มีความเหลื่อมล้ำ เดินทางหากันได้มากขึ้น โดยตลอดเวลามีการพัฒนาระบบคมนาคมมาโดยตลอด แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยจึงขาดความต่อเนื่อง

                         น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ส่วนข้อดีของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นายกฯ กล่าวถึงการเพิ่มขีดความสามารถของไทยที่ไม่ได้พัฒนาเท่ากับว่ายังอยู่กับที่ขณะที่เพื่อนบ้านพัฒนา ขีดความสามารถเราก็ลดลง จึงเป็นการยกระดับขีดความสารถทำให้เกิดความมั่นใจกับนักลงทุน รวมทั้งด้านพลังงานที่ต้องการเห็นการลดใช้พลังงานซึ่งเป็นต้นทุนในการขนส่ง ถ้าไม่ลงทุน ผู้ที่จะมาลงทุนแต่พบว่าต้นทุนสูงขึ้น และเราต้องนำเข้าพลังงาน จะทำให้เราไม่สามารถแข่งขันได้เลย หรือถูกเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าโครงสร้างพื้นฐานเราดีกว่าก็จะดึงดูดนักลงทุนด้วย นอกจากนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นการเชื่อมเข้ากับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน แต่ที่จับต้องได้คือเส้นทางคมนาคมและด่านที่อนาคตจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากมาย จึงต้องวางระบบที่มีโครงสร้างที่แน่นอนเพื่อไม่ให้กระทบด้านความมั่นคง

                         น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงสิ่งที่จะเป็นการตอบโจทย์จากการมีรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ ถนน สนามบินด้วยว่า สิ่งที่จะได้เรื่องแรกคือ เป็นการส่งเสริมสินค้าเกษตร เพราะหลายประเทศที่มีรถไฟความเร็งสูง สถานีต่างๆจะมีสินค้าเกษตรหรือสินค้าโอท็อปมาขายตามสถานี ให้ผู้ที่เดินทาง นักท่องเที่ยวนำรายได้มาให้ถึงพื้นที่ คนในท้องที่ก็นำสินค้ามาขาย เพราะโอท็อปอยุธยาไม่เหมือนที่เชียงใหม่ โอท็อปที่เชียงใหม่ก็ไม่เหมือนหาดใหญ่แน่นอน ดังนั้นก็จะได้สะท้อนวัฒนธรรมและทำให้คนในพื้นที่มีรายได้ นอกจากนี้เมื่อเส้นทางคมนาคมลงไปจะมีร้านค้า สถานที่ต่างๆที่เป็นสถานที่ให้บริการสาธารณะจะเกิดขึ้น มีความเจริญนักลงทุนก็จะต้องสนใจ

                         ดังนั้นรถไฟเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเห็นเป็นรูปธรรม รวมทั้งจะแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำที่จะเชื่อมแหล่งผลิตทางการเกษตรเข้ากับโรงงาน ถ้าเชื่อมได้ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำได้ดีขึ้นต้นทุนก็จะลดลง ระยะทางก็เร็วขึ้น สินค้าได้ถึงมือผู้บริโภคเร็วขึ้นสดขึ้นและดึงดูดในการลงทุนมากขึ้น ส่วนในด้านการท่องเที่ยวเราใช้เวลาในการเดินทางยากลำบาก แต่ถ้าเชื่อมเมืองท่องเที่ยวเข้าด้วยกันจะทำให้นักท่องเที่ยวอยู่กับเรานานขึ้นความเจริญก็จะตามมา อย่างไรก็ตามอนาคตอีกอย่างคือการวางระบบผังเมืองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตใหม่ ถ้ามีโครงสร้างพื้นฐานระบบการวางผังเมืองจะเป็นอย่างไร ซึ่งเราต้องสะท้อนการบริหารจัดการน้ำด้วย ที่จะต้องไม่ขัดกับระบบคมนาคม

                         ในตอนท้ายนายกฯ กล่าวอีกว่า เรากระจายความเจริญไปยังเมืองต่างๆทั่วถึงขึ้น แต่ที่สำคัญสิ่งที่มองเห็นภาพในปี 2020 คือความอบอุ่นของครอบครัว จะเห็นว่าครอบครัวในต่างจังหวัดโดยเฉพาะครอบครัวต้องเดินทางไปทำงานที่เมืองใหญ่แล้วใช้เวลากว่าจะได้กลับบ้านเป็นอาทิตย์ เป็นเดือน หรือเป็นปี แต่โครงสร้างพื้นฐานนี้จะทำให้คนในครอบครัวกลับไปหาครอบครัวได้เร็วขึ้น

                         “ความอบอุ่นต่างๆเหล่านี้ค่ะที่ดิฉันมองว่ามากยิ่งกว่าการที่เราบอกว่ามีรายได้ มันคือความอบอุ่น คือพื้นฐานของชีวิตและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นายกฯ กล่าว

 

'นายกฯ' ไฟเขียวทหารแก่ลาออกก่อนเกษียณ

 

                          ที่กระทรวงกลาโหม พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมสภากลาโหมที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมว่า ที่ประชุมได้รับทราบโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม ประจำปีงบประมาณ 2557-2561 ตามที่ครม.มีมติเมื่อวันที่ 24 ก.ย.2556 ให้ดำเนินโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557-ปีงบประมาณ 2561 เป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อปรับลดกำลังพลสูงอายุ ถึงร้อยละ 26.6 ของจำนวนโดยรวมลง โดยผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการต้องมีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หรือเวลาราชการไม่รวมเวลาราชการทวีคูณตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป หรือมีเวลาราชการเหลืออย่างน้อย 2 ปีขึ้นไปสมัครเข้าร่วมโครงการได้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ จำนวน 5,901 นาย ทั้งในส่วนกำลังรบ ส่วนสนับสนุนการรบของเหล่าทัพอีก 3,835 นาย ส่วนอื่นๆอีก 2,066 นาย ซึ่งสิทธิประโยชน์จะได้รับเงินก้อน 10-15เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้าย รวมเงินประจำตำแหน่งและได้รับการยกเว้นภาษีเงินก้อนและภาษีจากสิทธิประโยชน์ของกองทุนบำเหน็จบำนาญ (กบข.) ด้วย จึงขอให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสมัครได้ที่หน่วยต้นสังกัด ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย.- 2 ต.ค.2556 นี้โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ

 

'ธีรัตถ์' เผย 'นายกฯ' จ่อลงพื้นที่น้ำท่วม 28-29 ก.ย.นี้

 

                         นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในวันเสาร์ที่ 28 และวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายนนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเดินทางไปราชการจังหวัดปทุมธานี ปราจีนบุรี และศรีสะเกษ เพื่อตรวจสถานการณ์น้ำ พบปะให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัย รวมทั้งมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย

                         โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า เวลา 9.00 น. วันเสาร์ที่ 28 กันยายนนี้ นายกฯจะเดินทางไปยังวัดโบสถ์ ตำบลบางกระบือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีจะบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ จากนั้นนายกฯจะให้แนวทางการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยกับส่วนราชการ รวมถึงส่งมอบและปล่อยคาราวานเรือและอุปกรณ์กู้ภัยจำนวน 360 ลำ ให้แก่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 18 เขตทั่วประเทศ และพบปะเยี่ยมเยียนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

                         นายธีรัตถ์ กล่าวว่า เวลา 8.30 น. วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน นายกฯและคณะจะเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์จากกองบินตำรวจไปยังอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีจะกล่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วม การให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยนายกฯจะพบปะให้กำลังใจผู้ประสบภัย และมอบสิ่งของช่วยเหลือ

                         จากนั้นนายกฯจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดศรีสะเกษ โดยจะรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ ก่อนเดินทางต่อไปยังศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดศรีสะเกษ (จุดรองรับผู้อพยพชุมชนหนองเม็ก) เพื่อพบปะให้กำลังใจผู้ประสบภัย รวมถึงมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และจะขึ้นเรือท้องแบนเพื่อไปชุมชนโนนสวรรค์ เยี่ยมประชาชนที่พักอาศัยในชุมชนที่ประสบอุทกภัยในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษ

                         โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า เมื่อเสร็จภารกิจที่ศรีสะเกษแล้ว นายกฯจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในวันเดียวกัน โดยการเดินทางตรวจราชการครั้งนี้มีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นพ.ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมเดินทางไปตรวจราชการด้วย