ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 55 นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (รมว.รง.) กล่าวมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารระดับสูงและหัวหน้าส่วนราชการทั่วประเทศ ถึงแนวทางการปฏิบัติราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ที่กระทรวงแรงงาน ว่า อยากให้ทั้ง 5 หน่วยงาน ทั้งสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กรมการจัดหางาน (กกจ.) กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) สรุปผลการดำเนินการในช่วงปีงบประมาณที่ผ่านมา เพื่อนำมาปรับปรุงกับการทำงานในปีงบต่อไป รวมทั้งต้องบูรณาการกันทำงาน และมีการเชื่อมโยงกันทั้งหน่วยงานภายในและภายนอก โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
นายเผดิมชัย กล่าวอีกว่า นโยบายที่ตนอยากให้ผู้บริหารและข้าราชการทุกกรมร่วมกันผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ได้แก่ 1. การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นเป็นวันละ 300 บาท ใน 70 จังหวัด ที่จะเริ่มในวันที่ 1 มกราคม 2556 อยากให้ กสร.ตรวจสอบสถานประกอบการกลุ่มเสี่ยงที่จะไม่ปรับขึ้นค่าจ้างโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี รวมทั้งจัดตั้งศูนย์โปร่งใสกระทรวงแรงงานให้ครบทุกจังหวัด เพื่อรับเรื่องร้องเรียน ให้คำปรึกษา และรับฟังผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้าง และกพร.ต้องเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเพิ่มผลิตภาพ
2. การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งกระทรวงแรงงานต้องเข้มงวดกรวดขันตรวจสอบไม่ให้มีการใช้แรงงานเด็ก รวมทั้งเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานภายนอกเช่น กระทรวงมหาดไทย (มท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อปลดล็อกประเทศไทยพ้นจากการจัดอันดับการเป็นประเทศที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเรื่องการค้ามนุษย์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระดับ 2 โดยตั้งเป้าหมายว่า ปีหน้าจะลดการถูกจัดอันดับให้เหลือเพียงระดับ 1 และอนาคตจะไม่ให้ถูกจัดอันดับ เพราะหากไทยไม่สามารถชี้แจงในเวทีโลกได้ย่อมส่งกระทบต่อการค้าและการส่งออกสินค้าเพราะถูกกีดกันทางการค้า
3. การพัฒนาแรงงานเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งจะพัฒแรงงานกว่า 38 ล้านคนให้มีทักษะภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียนโดยนำเอามืออาชีพมาอบรมความรู้เรื่องอาเซียน ไอที และทัศนคติที่ดีในการทำงานโดยจะตั้งศูนย์พัฒนาแรงงานเพื่อเตรียมรองรับเออีซีในทุกจังหวัด 4. การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว จะเร่งพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวทั้งกัมพูชา พม่า และลาวให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ หลังจากนั้นการนำเข้าแรงงานต่างด้าวต้องผ่านระบบเอ็มโอยูระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน มีการอบรมพัฒนาทักษะฝีมือก่อนเข้ามาทำงานในไทย
5. การเพิ่มประสิทธิภาพและปรับระบบบริหารประกันสังคมโดยให้ สปส.จัดทำโครงการเพื่อสังคมทั้งการให้ทุนแก่บุตรหลานผู้ประกันตนมาเรียนแพทย์ พยาบาล โครงการปล่อยกู้ให้แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ โดยมอบหมายให้ นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดรง.ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม เร่งสร้างความเข้าใจกับบอร์ดสปส. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว และแก้ปัญหาการค้างชำระเงินสมทบของฝ่ายนายจ้างที่ค้างอยู่กว่า 4 พันล้านบาทให้น้อยลงโดยปีหน้าตั้งเป้าจะติดตามทวงหนี้ให้ได้กว่า 2 พันล้านบาท
6. การจัดระบบแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศโดยดูแลไม่ให้ถูกเรียกเก็บค่าหัวคิว เสียค่าใช้จ่ายเกินความเป็นจริง รวมทั้งให้กกจ.จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จเพื่อรองรับคนหางานเดินทางไปทำงานต่างประเทศให้ครบ 10 แห่งเน้นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น บุรีรัมย์ อุดรธานี ขอนแก่น รวมทั้งมีเครือข่ายดูแลแรงงานไทยในต่างประเทศในด้านเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆ ขณะเดียวกันการส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศเน้นภาคบริการและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่แรงงานไทยถนัดและมีรายได้สูง
7. การขยายโครงการโรงงานสีขาวปลอดยาเสพติดเพื่อให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันดูแลป้องกันไม่ให้ยาเสพติดแพร่ระบาดในโรงงาน 8. การผลักดันระบบแรงงานสัมพันธ์ในสถานประกอบการและสร้างความปลอดภัยในการทำงานให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น และ 9. การเพิ่มทางเลือกในการมีงานทำ แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานและว่างงานโดยรง.จะพัฒนาระบบการจัดหางาน โดยรง.จะร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อจับคู่ตำแหน่งงานให้เหมาะสมกับบัณฑิตปริญญาตรีว่างงานและนักเรียน นักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบในแต่ละปี การอบรมอาชีพอิสระให้แก่ผู้ว่างงาน รวมทั้งการนำเข้าแรงงานต่างด้าว เช่น บังกลาเทศมาทำงานด้านประมงในไทย
"ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารและข้าราชการของรง.ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคนั้นผมยืนยันให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคนโดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก อาจจะมีคนบาดเจ็บบ้าง แต่ผมก็ต้องทำ เพื่อให้งานกระทรวงเดินหน้าไปได้ด้วยดี อย่างไรก็ตาม ผมอยากให้ข้าราชการของรง.ทั้ง 5 หน่วยงานทำงานกันแบบเอื้ออาทร เอื้ออำนวย บูรณาการและเชื่อมโยงงานกันเพื่อให้เป็นเอกภาพและทำงานในเชิงรุก ขอให้คิดว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ถ้ากรมใดเสียหาย กระทรวงและประเทศชาติจะเสียหายตามไปด้วย"