สององค์กรหลักของศธ.ที่คุมสถานศึกษาระดับขั้นพื้นฐาน ยังลังเลในการเดินตามที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ซึ่งมีมติให้มหาวิทยาลัย 24 แห่งที่เป็นสมาชิกเลื่อนเปิดภาคเรียนเป็นเดือน ก.ย.รับอาเซียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ยังคงยืนกรานที่จะให้วงจรเปิดปิดภาคเรียนเป็นไปตามเดิม เลขาธิการ สพฐ. ให้เหตุผลว่า นั่นเหมาะกับวิถีคนไทยที่ใช้ชีวิตยึดโยงกับฤดูกาลเป็นอย่างสูง ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลงทุนสแกนดูระบบเปิดปิดเทอมของสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ พบประเทศต่างๆ ก็ยังเปิดปิดภาคเรียนเหลื่อมกันถึง 5 เดือน "ชัยพฤกษ์" รับว่า ตัวแปรสำคัญอยู่ที่ มทร. ถ้า มทร.เลื่อน อาชีวะก็ต้องเลื่อน แม้โดยส่วนตัวยังไม่แน่ใจนักว่า ไทยจำเป็นต้องเลื่อนเปิดเทอม
ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา บอกว่าเจ้าหน้าที่ของ สอศ.ได้สำรวจข้อมูลและรายงานมาว่า ทั้ง 10 ประเทศของประชาคมอาเซียน เปิดภาคเรียนไม่พร้อมกันเลย แต่จะทยอยเปิดภาคเรียนไล่เรียงกันในช่วงเวลา 5 เดือนตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน โดยประเทศไทยกับประเทศฟิลิปปินส์เปิดภาคเรียนเดือนมิถุนายน ประเทศพม่าเปิดภาคเรียนเดือนกรกฎาคม บรูไน สิงคโปร์ เวียดนาม เปิดภาคเรียนเดือนสิงหาคม มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย สิงคโปร์บางส่วนและเวียดนามบางส่วนเปิดภาคเรียนเดือนกันยายนเพื่อให้สอดคล้องกับระบบเปิดปิดภาคเรียนของยุโรปและอเมริกา ส่วนลาวเปิดภาคเรียนเดือนตุลาคม ขณะที่ประเทศจีนเปิดภาคเรียนวันที่ 1 กันยายนของทุกปีอยู่แล้ว
ชัยพฤกษ์ กล่าวต่อว่า ข้อมูลที่ไปสำรวจมานี้ จะใช้ประกอบการตัดสินใจว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาจะเลื่อนหรือไม่เลื่อนกำหนดเปิดปิดภาคเรียน ซึ่งต้องพิจารณาให้รอบคอบ พร้อมดูกำหนดเปิดปิดภารเรียนของกลุ่มวิทยาลัยอาชีวศึกษาโดยเฉพาะด้วย อย่างไรก็ตาม ตัวแปรสำคัญที่สุดกำกับการตัดสินใจนั้น ไม่ใช่กำหนดเปิดปิดภาคเรียนของวิทยาลัยอาชีวศึกษาในกลุ่มอาเซียน แต่เป็นกำหนดเปิดปิดภาคเรียนของมหาวิทยาลัยในไทย โดยเฉพาะกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) เพราะจำนวนนักศึกษาอาชีวะของไทยที่จะไปเรียนต่อวิทยาลัยต่างแดนในอาเซียนคงมีไม่มาก แต่นักศึกษาที่จบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เกือบ 50% จะไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีใน มทร. ฉะนั้น หาก มทร.เลื่อนกำหนดเปิดปิดภาคเรียนจริง ย่อมส่งผลกระทบต่อเด็กอาชีวะอย่างแน่นอน
“แต่โดยส่วนตัวเห็นว่า เราต้องมองไปที่การเปิดปิดภาคเรียนของโลก ไม่ใช่อาเซียน เพราะส่วนใหญ่เด็กไทยไม่ได้เลือกเรียนต่อระดับอุดมศึกษาในกลุ่มประเทศอาเซียน แต่เลือกเรียนต่อในยุโรป อเมริกาและออสเตรเลีย“ ชัยพฤกษ์ กล่าว
ขณะที่ ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยังคงยืนยันว่า สพฐ.จะไม่เลื่อนกำหนดเปิดภาคเรียนเป็นเดือนกันยายน ยกเว้นถ้ามีนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสั่งตรงลงมา "การเลื่อนเปิดและปิดภาคเรียนให้ตรงกับกลุ่มประเทศอาเซียน มีความจำเป็นสำหรับระดับอุดมศึกษา เพราะนักศึกษาอาจมีการเคลื่อนย้ายไปเรียนประเทศอื่นๆ ในอาเซียนจำนวนมาก แต่สำหรับระดับการศึกษาแล้ว จำนวนนักเรียนที่เคลื่อนย้ายที่เรียนข้ามประเทศไม่มีมาก เพราะฉะนั้น เราก็ต้องให้ความสำคัญกับนักเรียนไทยกว่า 8 ล้านคนเป็นอันดับแรกก่อน"
ชินภัทร กล่าวต่อว่า กำหนดเปิดปิดภาคเรียนของ สพฐ.เข้าที่ดีแล้ว และมีเหตุมีผลรองรับหนักแน่น นั่นคือ ความสอดคล้องกับวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของผู้ปกครองอยู่แล้ว รวมไปถึงสอดคล้องกับฤดูกาลและเหตุการณ์ต่างๆ ในรอบปี “ตัวอย่างเช่น เทศกาลสงกรานต์ในช่วงเดือนเมษายน ถ้าเราเลื่อนเปิดภาคเรียนเป็นเดือนเมษายน เดือนเมษายนก็จะยังเป็นช่วงเปิดภาคเรียนอยู่ แต่สุดท้ายก็ต้องมาหยุดเรียนในช่วงสงกรานต์ไปเกือบ 2 สัปดาห์อยู่ดี ก็ไม่รู้ว่า จะเปิดภาคเรียนให้ตรงกับช่วงนั้นไปทำไม เปิดมาแล้วก็ต้องปิดเกือบ 2 สัปดาห์"
ขณะที่ เอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ เลขาธิการสภาการศึกษา เห็นด้วยกับการเลื่อนเปิดภาคเรียนตามอาเซียนซึ่งสอดคล้องกับระบบตะวันตก และขณะนี้หลายประเทศในอาเซียน แม้แต่ลาวยังเลื่อนกำหนดเปิดปิดภาคเรียนให้สอดคล้องกันแล้ว อาจจะเหลือแต่ไทยประเทศเดียวที่เปิดปิดภาคเรียนไม่เหมือนใคร ซึ่งจะทำให้เด็กไทยที่ต้องการไปศึกษาต่อในต่างประเทศทั้งอาเซียนและตะวันตกต้องเสียโอกาสไปอีก 1 ปี เพราะกำหนดเปิดปิดภาคเรียนเหลื่อมกับประเทศอื่นๆ
ส่วน ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แม่บ้านของกระทรวงนั้น บอกว่า ถ้ามีอะไรชัดเจน หรือมีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องนี้แล้ว ก็พร้อมจะประสานกับโรงเรียนเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดของสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ดำเนินการในเรื่องนี้
รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า ในมุมมองของ สกอ.เห็นว่า หากมีการเลื่อนเปิดปิดภาคเรียนจริง ก็ต้องเป็นการเลื่อนทั้งระบบ ทั้งในส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษาด้วย ไม่ใช่เพียงมหาวิทยาลัยอย่างเดียวเท่านั้น มิฉะนั้นจะเกิดผลกระทบหลายด้าน โดยเฉพาะกระทบต่อระบบการรับนิสิตนักศึกษา เนื่องจากมีระบบการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาหลายระบบ ทั้งระบบรับตรง, ระบบแอดมิชชั่นส์กลาง และระบบรับตรงร่วมกัน หากการเปิดปิดภาคเรียนของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง แต่ละสังกัดไม่ตรงกัน จะเกิดปัญหาการแย่งรับนักศึกษา, ปัญหานักศึกษาสละสิทธิ์ เพื่อเลือกเรียนที่ใหม่ไม่รู้จบ รวมทั้งเป็นห่วงนักเรียน ม.6 ที่จบแล้วต้องรอเรียนต่อเป็นเวลานาน อาจเกิดช่องว่าง ซึ่งการเรียนในระดับการศึกษาพื้นฐานและระดับอาชีวศึกษา ก็คงต้องปรับตามไปด้วย
"การเลื่อนเปิดปิดภาคเรียนให้ตรงกับอาเซียนนั้น มีข้อดีในการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา และบุคลากรด้านการศึกษาร่วมกันในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งตอนนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนที่เปิดปิดภาคเรียนพร้อมกันมีเพียงในกลุ่มประเทศแถบทะเล เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นต้น ดังนั้น การที่สถาบันการศึกษาในไทยเลื่อนเปิดปิดภาคเรียนให้ตรงกับอาเซียนนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ทั้งนี้หากเลื่อนเพียงแห่งใดแห่งหนึ่งจะส่งผลกระทบมากมาย ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นที่ต้องมาหารือร่วมกันว่าจะเลื่อนเปิดปิดภาคเรียนให้ตรงกับอาเซียนนั้น ควรดำเนินการอย่างไร" รศ.นพ.กำจร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 11 กันยายนนี้ สกอ.จะเป็นตัวกลางหารือเกี่ยวกับการปรับเวลาเปิดปิดภาคเรียนของมหาวิทยาลัยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตัวแทน ทปอ. ผู้แทนที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ผู้แทน ทปอ. มทร. สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ผู้แทนวิทยาลัยชุมชน รวมถึง สพฐ. และ สอศ.
--------------------
(สกู๊ป : เลื่อนเปิดเทอมรับอาเซียน องค์กรหลักคิดต่างทปอ. : โดย ... สุพินดา ณ มหาไชย - ชุลีพร อร่ามเนตร)