น่าสนใจมาก เมื่อเร็วๆ นี้ มีการประชุมทูตไทยทั่วโลกในกรุงเทพฯ เพื่อซักซ้อมความเข้าใจของจุดยืนนโยบายต่างประเทศไทยและบทบาททูตในกระแสโลกาภิวัฒน์ ชัดเจนที่สุดคือบรรดาเจ้าหน้าที่อาวุโสที่ช่วยเหลือนายใหญ่ที่ไม่จำเป็นต้องออกชื่อ ได้รับการโปรโมทเป็นการใหญ่ (ในกระทรวงเขาเรียกว่าทีใครทีมัน) เรียกได้เลยว่าคราวนี้ล้างบางกรมท่าเก่าอันลือชื่อ ทำให้คนเก่งบางคนต้องลาออกจากกระทรวงไปแล้วชดใช้เงินหลวงกันจ้าละหวั่น
นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มอบหมายให้ทูตไทยทั้งหมดเป็นเซลส์ขายสินค้าโอท็อปในต่างประเทศ ประเด็นนี้รู้สึกทูตส่วนใหญ่รับนโยบายไปอย่างดี เพราะลึกๆ ชอบ ไม่ต้องมาปวดหัวทำความเข้าใจกับสถานการณ์การเมืองไทยบ้าๆ บอๆ ที่ยังไม่นิ่งเสียที อธิบายผิดก็ถูกคำสั่งย้ายอีก สู้ขายของดีกว่า ดีไม่ดี ขายออกไม่ออก ไม่มีใครทำโทษ เป็นเรื่องคนซื้อของ
นอกจากนั้น มีการระดมความคิดระหว่างทูตเป็นการใหญ่ ประเด็นสำคัญคือการทูตไทยต่อจากนี้ควรจะไปทางไหน? อดีตไทยชอบวิธีไผ่ลู่ลม ควรจะมีการพัฒนาไปข้างหน้าอย่างไร? แปลกแต่จริง ปรากฏว่า บรรดาทูตทั้งหลายนำโดยปลัดคนเก่งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มือปราบเซียนทูตระดับมหากาฬในเวทีพหุภาคีทุกชนิด โดยเฉพาะเวทีใหญ่ที่กรุงเจนีวา เป็นหัวเรือใหญ่ในการเสนอแนะแนวคิด
มีความเห็นออกมาว่า ทิศทางการทูตไทยควรจะเป็นตัวเชื่อมโยงในเวทีการเมืองโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประชาธิปไตยหรือสิทธิมนุษยชน จิปาถะ แต่เรื่องแบ่งสีที่เล่นกันในเมืองไม่เอาน่า
ที่ประชุมเห็นจุดแข็งไทยคือเพื่อนเยอะ บุญเก่ายังมีเหลือเฟื่อ บรรดาทูตไทยเห็นว่าเราน่าทำตัวอยู่ในระดับกลาง ไม่ต้องเสนอหน้ามาก เพราะความเป็นผู้นำของเราไปถึงดวงดาว เดี๋ยวพุ่งจู๊ดเป็นดาวหาง เสร็จเป็นดาวกระจาย เพราะผู้นำเรายังติดภาษาอังกฤษ (ความคิดผู้เขียน) ไม่สามารถปะทะคารมหรือต่อยอดกับผู้นำในภูมิภาคได้ เลยต้องลดความทะเยอทะยานลงมาเล่นยุทธศาสตร์ที่ไทยเราเก่งหรือชัวร์ๆ ว่าไม่มีเสีย คือเล่นมันทุกฝ่าย เข้าทุกข้างโดยเฉพาะ ข้างฝ่ายชนะ เพียงแต่ว่าคราวนี้ต้องแยบยลมากกว่าเดิม ต้องทำการบ้านมากขึ้น อย่าชักเข้าชักออกนานเกินไป เช่นรับในหลักการ เพื่อปรึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บางเรื่องค้างเป็นปี ยกตัวอย่างเรื่อง proliferation security initiative หรือพีเอสไอ เพื่อสกัดการขนส่งอาวุธหรือชิ้นส่วนเกี่ยวกับนิวเคลียร์ไม่ให้ลื่นไหลทั่วโลก ไทยเรารับหลักการเรื่องนี้มานานถึงแปดปี เล่นเอาสหรัฐอเมริกามึนตึ้บไปเลย ถึงแม้จะเป็นพันธมิตรเก่าแก่ ปีหน้าฉลอง 180 ปีก็ตาม
ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเหมือนกับสมัยยุคสงครามเย็นแต่เป็นจีนกับสหรัฐอเมริกา ทูตไทยเห็นว่าการทูตไทยต้องชิลๆ ไว้ก่อน จึงมีคุณค่าเพิ่ม จึงไม่ควรจะมีท่าทีชัดเจน (ผู้เขียนมีความคิดเห็นต่างกันคือ ไทยต้องมีจุดยืนนโยบายต่างประเทศที่ชัดเจนในเรื่องสำคัญๆ บ้าง ไม่ใช่ชักเข้าชักออกตลอด) เพราะจะเป็นผลเสียต่อประเทศในระยะยาว เนื่องจากไทยเราไม่สามารถรักษาความต่อเนื่องของนโยบายต่างประเทศได้ การเมืองสับเปลี่ยนบ่อยมาก บ้านเราคนเปลี่ยนนโยบายเปลี่ยนทั้งแผง ดีไม่ดีไม่เกี่ยวกัน
ต้องติดตามดูว่าการทูตไทยจะพยุงชาติไปได้อีกกี่น้ำ สมัยนี้นักการทูตไทยสนใจแต่ว่าใครมีอำนาจ ตัวเองจะถูกกั๊กไว้หรือเปล่า เพราะทูตไทยบางคนซวยจริงๆ แต่บางคนโชคดี ย้ายแบบเฮลิคอปเตอร์ ความเหมาะสม อาวุโสหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึง คอนเนกชั่นสำคัญกว่า
ครับ เพื่อนบ้านทุกประเทศที่เคยล้าหลังไทย ตอนนี้มีคนต่างประเทศมาตอมจีบ เพราะเนื้อหอมมาก (โดยไม่ต้องใช้น้ำหอม) มีของดี คราวนี้ไทยเรามีกึ๋นหรือไม่ จะได้พิสูจน์กันเสียที จะเชื่อมโยงใครหรือตัดขาดประเทศไหน ก็ต้องติดตามดู