นโยบายรับจำนำข้าวได้กลายเป็นนโยบายหนึ่งที่มีการถกเถียงกันอย่างมากของความผิดพลาดเชิงนโยบายประชานิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกูรูที่อยู่ในงานสายวิชาการและสายการเมือง แต่หากวิวัฒนาการแนวคิดของการตั้งโจทย์ทางด้านเศรษฐกิจการเมืองของเพื่อไทยนั้นถือว่ามาถูกทาง เพราะราคาข้าวที่สูงขึ้นนั้นถือเป็นภารกิจหลักของการยกระดับรายได้ให้แก่ชาวนา เพราะที่ผ่านมานั้นการพัฒนาตลาดข้าวของประเทศไม่เคยมีแนวคิดที่จะให้ชาวนาได้เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และชาวนาที่ปลูกข้าวนั้นคือภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ ในขณะที่ภาคใต้จะมีการเพาะปลูกเพียงบางพื้นที่เชิงพาณิชย์ ถ้ามองตรงนี้อาจจะเห็นว่าเพื่อไทยต้องการควบคุมพื้นที่และต้องการกระจายอิทธิพลของนโยบายราคาข้าวต่อการกำหนดความผูกพันทางการเมืองและกลายเป็นพันธมิตรระยะยาวของพรรค
การวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการสูญเสียแชมป์นั้นเลยไม่มีน้ำหนัก เพราะคนที่ได้ประโยชน์คือพ่อค้าผู้ส่งออก และคนเหล่านี้ก็เป็นแค่ตัวแทนของพาณิชย์นิยมซึ่งพวกเขาสามารถอยู่ได้กับทุกกลุ่ม ฉะนั้นการฝากความหวังกับกลุ่มนี้ในเชิงนโยบายถือว่าได้ประโยชน์น้อยมาก อีกทั้งแนวคิดการวัดประสิทธิภาพของรายจ่ายในการดำเนินโครงการนั้นคาดว่ารัฐจะสูญเสียเงินไป 2-3 หมื่นล้าน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณตามหน่วยงานต่างๆ ที่ไม่สามารถจัดใช้ได้ตามเวลา (ผลงานไม่เข้าตา เดินไปเดินมา ใช้แต่คำพูดที่กินไม่ได้) โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาของรัฐถือว่าเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะฝ่ายหนึ่งคือมนุษย์เงินเดือน แต่อีกฝ่ายหนึ่งคือผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ของประเทศที่ยากจนตลอด
คำพูดของกูรูทางวิชาการสายนีโอคลาสสิกเลยกลายเป็นความล้าหลังในการแก้โจทย์เรื่องข้าวและยังเป็นข้อมูลเก่าที่ใช้เพื่อการตอบโจทย์แค่พ่อค้าคนกลาง อย่างไรก็ตามนโยบายการจำนำข้าวนั้น ความสามารถในการจัดการจัดนโยบายทางด้านภูมิการเมืองนั้นถือว่าเป็นการแก้ปัญหาเชิงรับและขาดความเข้าใจหลายเรื่อง อย่างเรื่องของความชื้นและการโกงน้ำหนักซึ่งเป็นปัญหาที่มาจากมาตรวัด และโรงสีชอบมากในเรื่องนี้หากมีความผูกพันที่เกี่ยวข้องกันเพราะพวกเขา (โรงสี) จะได้มาตรวัดดังกล่าวเป็นตัวกดดันเกษตรกร ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นพฤติกรรมที่ฉวยโอกาสที่เกิดขึ้นมาในระบบการแลกเปลี่ยนและถือว่าเป็นต้นทุนธุรกรรมอย่างหนึ่ง และในส่วนของการแก้ไขปัญหานั้นจะไม่ใช่การดำเนินงานโดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำโรงสีในการรับจำนำ แต่รัฐอาจจะต้องเปลี่ยนบทบาทมาจ้างบริษัทหรือเอาท์ซอร์ทเข้ามาจัดการดูแล โดยการเปิดการแข่งขันอย่างเสรีซึ่งจะทำให้สามารถลดรายจ่าย และเป็นการเพิ่มการจัดการมีประสิทธิภาพกว่าที่ดำเนินการอยู่ หากเราพิจารณาตัวเลขของต้นทุนธุรกรรมของข้าวตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้นการผลิตจนถึงกระบวนของการจำหน่ายโรงสีและการปลูกข้าวครั้งใหม่ คิดเป็นประมาณ 35% ของต้นทุนการผลิตซึ่งถือว่าสูงมาก
ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งคือปัญหาการจัดการควบคุมพื้นที่และการแสดงอิทธิพลทางด้านนโยบายนั้นถือว่ายังอ่อนแออย่างมากในฐานะเครื่องมือการจัดการที่สำคัญซึ่งควรกำหนดให้พื้นที่การปลูกข้าวเป็นระบบท่อได้แล้ว ซึ่งรัฐบาลในแต่ละยุคนั้นมีการดำเนินนโยบายปากเปล่า (เพียงแค่การรับปาก) แต่ไม่เคยคิดกันจริง ๆ และในตอนนี้ ถึงเวลาแล้วเพื่อไทยควรที่จะประกาศออกมาว่า พื้นที่การปลูกข้าวเชิงพาณิชย์จะต้องใช้ระบบท่อและสามารถที่จะประกันความเสี่ยงได้ เพราะในปัจจุบันที่ทำอยู่นั้นถือว่าน้อยมาก แต่มักจะบอกว่านี่คือการช่วยเหลือชาวนาอย่างแท้จริง ฉะนั้นในอนาคตหากเกิดการเปลี่ยนนโยบายก็ควรจะคิดเรื่องภูมิการเมืองอย่างจริงๆ จังๆ เพราะนั่นจะทำให้อาชีพชาวนาเกิดความมั่นคงอย่างแท้จริง