วิถีชีวิตของชาวนาในอดีตเริ่มต้นด้วยการเป็นหนี้ นับตั้งแต่เอาเงินจากพ่อค้ามาจ่ายค่าจ้างไถนา เบิกปุ๋ยมาเพื่อเอาไปหว่านในนา, เบิกยาค่าเพลี้ย, เบิกข้าวสารเอามาหุงหากินระหว่างรอเก็บเกี่ยวข้าว, เบิกเงินล่วงหน้ามาให้ลูกไปเรียนหนังสือ เรียกว่าทุกอย่างสามารถไปหยิบเอามาได้จากพ่อค้า ซึ่งส่วนใหญ่ค้าขายพืชไร่ในตลาด
เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวข้าวในนาก็ต้องแจ้งให้พ่อค้า ที่ชาวนาไปเบิกเงินและปุ๋ยหรืออย่างอื่นมาใช้จ่าย พ่อค้าก็จะมาจัดการ “ตวงข้าว” หรือในความหมายหนึ่งก็คือมารับซื้อข้าวของชาวนา และหักเงินส่วนที่ชาวนาได้มาเบิกของและเงินสดเอาไปใช้ล่วงหน้า แน่นอนว่าต้องรวมทั้งต้นและดอกเอาไว้เบ็ดเสร็จ เหลือจากหักค่าใช้จ่ายล่วงหน้าเท่าใดก็จะจ่ายเป็นเงินให้ชาวนาไป
หรืออาจจะมีชาวนาจำนวนไม่น้อยที่ไม่อยากเก็บเงินสดเอาไว้กับตนเอง และไม่รู้จักกับระบบธนาคารหรืออาจจะไม่เชื่อใจธนาคารซึ่งเป็นคนแปลกหน้า ก็จะยอมให้เงินส่วนที่เหลืออยู่ในมือพ่อค้าโดยมีการทำบัญชีกันเอาไว้ อยากใช้จ่ายเมื่อใดก็มาเบิกเอาไปใช้เช่นเดียวกับที่ไปเบิกจากธนาคาร แต่สะดวกตรงที่ไม่ต้องเดินทางเข้าไปที่ตัวจังหวัด และไม่ต้องเซ็นชื่อในเอกสารมากมายที่ตนเองอ่านไม่ออก
กระบวนการดังกล่าวที่ว่ามาทั้งหมด รวมถึงกระบวนการซื้อขายผลไม้ล่วงหน้าแบบเหมาสวน ถูกเรียกรวมกันโดยนักวิชาการจากส่วนกลางว่าเป็นการ “ตกเขียว” หมายถึงมีการจ่ายเงินในทำนองมัดจำการซื้อขายพืชไร่ตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยวนั่นเอง
ตกเขียวถูกตั้งข้อรังเกียจว่าจะทำให้ชาวนายากจนลงไปมากขึ้นทุกๆ วัน ถึงขั้นที่รัฐบาลและสื่อมวลชนในยุคหนึ่งตั้งแง่รังเกียจ และหาทางกำจัดโดยไม่คำนึงถึงวงจรชีวิตอันแท้จริง แทนที่จะเข้ามาควบคุมการคิดค่าดอกเบี้ย หรือควบคุมการกดราคาซื้อพืชไร่เท่านั้น ถึงกระนั้นก็ดียังมีชาวนาอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังพึ่งพากับวงจรชีวิตใกล้ตัวดังกล่าว
แต่ปัจจุบันนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือชาวนา ด้วยการออกบัตรเครดิตเกษตรกรให้แก่ชาวนา โดยบัตรดังกล่าว ชาวนาสามารถนำไปซื้อหรือเบิกปุ๋ย, ยาฆ่าเพลี้ย แม้กระทั่งน้ำมันเชื้อเพลิงจากพ่อค้าที่ขึ้นทะเบียนกับรัฐบาลได้ โดยรัฐอาจจะลืมหรือแกล้งลืมไปว่า อาจจะมีการยักย้ายถ่ายเทวงเงินในบัตรเครดิตดังกล่าว
ด้วยการเบิกเงินสดตามราคาสินค้าที่กำหนดเอาไว้ แล้วถูกนำไปใช้ในเรื่องหรือกิจการที่ไม่เกี่ยวกับการทำนา ซึ่งจะยิ่งทำให้ชาวนามีหนี้สินมากขึ้นและยากจนลงต่อไป ด้วยว่าเงินในอนาคตถูกนำมาใช้ก่อนที่จะได้เก็บเกี่ยวและขายพืชไร่ไปแล้ว ซึ่งหากไม่มีมาตรการที่เข้มงวดควบคุมการซื้อขายด้วยบัตรเครดิตเกษตรกรให้ดี มันก็คงไม่ต่างไปจากการตกเขียวในอดีตที่เคยถูกตั้งข้อรังเกียจมาแล้วนั่นเอง เพียงแต่เปลี่ยนตัวแสดงบทพ่อค้าหน้าเลือด จากพ่อค้าท้องถิ่นในตลาดมาเป็นรัฐบาลในนามของ ธ.ก.ส. เท่านั้นเองครับ
--------------------
(บัตรตกเขียว : คอลัมน์ ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : โดย ... พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)