จิตวิทยาดู Musical

จิตวิทยาดู Musical : คอลัมน์ Eat Play Life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

          ก่อนหน้าและคล้อยหลัง “ช่วงเวลานี้” เอานิ้วมากางนับ Musical แล้ว มีถึง 6-8 เรื่องทั้งที่ดังและไม่ดัง ใครสักคนใน mango TV เลยเดินมาแซวแกมแนะนำว่า น่าจะลองเขียนถึงเทรนด์ของ Musical
 
          แต่ผมคิดว่า น่าจะสนุกกว่าถ้าเราจะลองวิเคราะห์ดูว่าทำไมชนชั้นกลางในบ้านเราถึงดูละครเวทีแนวนี้มากขึ้น ต้องเท้าความย้อนหลังไปนิด ช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ถ้าคุณเป็นคน “ตามเทรนด์” โดยเฉพาะการตลาดไลฟ์สไตล์ของโปรดักท์บ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโด มือถือ รองเท้าแบรนด์เนมน้ำหอม ไวน์ ไปจนถึง community mall คุณจะพบว่า lifestyle แบบหนึ่งที่สินค้าเหล่านี้
 
          มักจะหยิบมานำเสนอแก่ลูกค้าก็คือ hi-lifestyle แปลตรงๆ ความของมันก็คือ ชีวิตที่มีรสนิยมมากขึ้นจาก entertainment และ party

          วิธีการแบบนี้ สถาบันที่เก่งมาก็คือพวกมือถือ สถาบันการเงิน ธนาคาร และคอนโดที่อยู่อาศัย พวกเขามองว่า เมื่อมาถึงปี 2012 นั้น ชนชั้นกลางในเมืองมมีกำลังทุนสูงขึ้น ใฝ่หารูปแบบชีวิตที่ไม่ใช่แค่ “กินข้าว ดูหนัง” แล้วกลับบ้านนอน อะไรล่ะคือความบันเทิงมีคลาส ที่ middle class อยากทดลองบ้าง

          หนึ่งในนั้นก็คือการไปดูละครเวที musical ซึ่งอย่างน้อยก็บอก message หนึ่งในใจคนไปว่า ฉันได้มาลิ้มลองอะไรที่มันดูแปลกใหม่และมีระดับมากขึ้น เหมือนที่โรงหนังแบรนด์เนมพยายามจะจัดรอบหนังแฟรนไชส์ ให้มันดู “อลัง” ให้กับลูกค้า ทั้งๆ ที่ว่าจะไป มันก็คือแค่หนังเรื่องหนึ่งนั่นเอง

          คนวงในที่ทำละครเวทีหลายคน พบข้อมูลหนึ่งว่า อัตราการเติบโตของคนดู musical นั้น มีมากขึ้นเรื่อยๆ อย่าลืมว่าสัญยะหนึ่งก็คือ “สี่แผ่นดิน” นั้นเล่นเป็นปรากฏการณ์เยอะสุดคือ 100 รอบ (แม้ว่าการดำรงอยู่ของ “สี่แผ่นดิน” จะมีข้อผูกพัน เกี่ยวกันกับอาการ “รักชาติ” ของคนไทยก็ตาม)

          การมาถึงของ hi-lifestyle ไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลก แต่มันเป็นสิ่งใหม่ของประเทศไทย (ก็เหมือนกับอาหาร “เห่อ” กระแสดีไซน์ของสินค้าต่างๆ ทั้งที่มันเกิดขึ้นในต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้ว - แนะให้อ่านหนังสือของทิม บราวน์ เล่มสีแดง) การม้วนตัวของ musical มาจนถึงคลื่น design นั้น มีนัยอย่างน่าสนใจเกี่ยวกับการยกระดับ “รสนิยมการใช้ชีวิต”
ของชนชั้นกลางทั้งในเมืองและรอบนอก

          องค์กรและหน่วยงานไม่น้อยก็มองเห็นการไหลลื่นของวัฒนธรรมนี้ จึงเกิดการตลาดเล่นมาร์เก็ตติ้ง แจกตั๋ว ทำตั๋ว ทำรอบ กันในหลายระดับ จนคนไปดูรู้สึกว่า รอบที่ตัวเองไปดูคือ the ultimate show (ไม่ต่างอะไรจาก the ultimate party ในชื่อ sensation )
ละครเวทีนั้นมีคุณค่าและไม่มีคุณค่าในตัวมันเอง ขึ้นอยู่กับทีมงาน นักแสดง และผู้เกี่ยวข้อง แต่ถึงที่สุด มันสามารถทำให้เป็นสินค้าหรูได้ จากการทำแพคเกจจิ้งออกมา ผมไม่มองประเด็นว่า มีคนมากมายเข้าไปกำกับละครเวทีแบบนี้ เพราะพวกเขาคลุกคลีอยู่กับมันอยู่แล้วโดยความสนใจ

          แต่ผมต้องการชี้ให้เห็น “อาการเคลื่อนไหว” อยู่ภายนอก รอบนอก ซึ่ง musical ค่อยๆ กลับมามีบทบาทสำคัญและกลายเป็น entertainmemt ที่ “คลิกกัน” กับสังคมไทย อย่าลืมว่า ระยะหลังๆ ถ้าไปนับกันดูจริๆ คุณจะพบว่า แบรนด์สินค้าที่เคยเห่อคลั่ง การจัดรอบกาล่าหนังแบรนด์เนม จากกลุ่มภาพยนตร์แฟรนไชส์นั้น
ได้ลดน้อยถอยลง อย่างน่าตกใจ

          ก่อนหน้านี้สัก 4-5 ปี ผมเห็นรอบหนังที่เป็นพวกพรีเมียม จัดตามศูนย์การค้าแทบจะทุกสัปดาห์ แต่ในปีนี้ มีอยู่น้อยมาก ทั้งที่หนังฟอร์มใหญ่นั้น มีมากในสองปีนี้ มากกว่าหลายช่วงเวลาที่ผ่านมา

          การไปดู musical ของคนไทยนั้น มีเรื่องให้รู้สึกในใจแบบอ้อมๆ อยู่อีกประการหนึ่ง นั่นคือ มันขาย experience กับเรื่องขนบต่างๆ เช่นการแต่งตัว การเข้างาน การอยู่ในบรรยากาศ ซึ่งวัฒนธรรมเหล่านี้ หลอมรวมให้คนไปดู พบประสบการณ์ใหม่ๆ (หรืออย่างน้อยก็หลอกตัวเองได้ว่า ฉันไปอยู่อีกโลกหนึ่งแล้วนะ แต่ห้ามไปคุยกับคนในวงการนะ เพราะเขาดูกันมาตั้งแต่โคตรพ่อโคตรแม่แล้ว ประมาณว่า มรึงไปอยู่ไหนมา 555)

          อาการปรารถนาความแปลกทางวัฒนธรรมนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับละครเวที เพราะในวงการหนังก็เป็น ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีคนไทยกลุ่มใหญ่ ที่เบื่อหน่ายหนังตามสูตรฮอลลีวู้ด หนังฟอร์มใหญ่ หนังทุนสูง พวกเขาแอนตี้หนังแบบนี้ และเดินเข้าโรงหนังอย่างลิโด้ สกาล่า และ house RCA เพราะอยากจะทดลองการมองหารสนิยมเสพงานใหม่ๆ ให้กับตัวเอง
“คนกลุ่มนี้” ไม่ใช่คออินดี้แต่กำเนิด เป็นพวกเพื่งมาสนใจและรู้สึกดีว่า การไปดูหนังแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่กระแสบ้าง ก็คือการยกระดับการใช้ชีวิตให้กับตัวเอง มันคือ hi-lifestyle อีกแบบหนึ่ง ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ เคียงกัน

          ประการต่อมา เมื่อมีคำโฆษณาเกือบทุกเรื่องว่า นี่คือมาตรฐานแบบบรอดเวย์เอย เวสต์เอนด์เอย มันจะจริงไม่จริง แต่คนที่ต้องการเสพงาน ก็มีความรู้สึกว่าอยากจะลองสิ่งใหม่ วัฒนธรรมใหม่ การชีวิตใหม่ ( “แสนสิริ” ก็ขาย wording นี้นะ) ไปๆ มาๆ มันก็สะท้อนว่า บุญถาวรเอาไว้ก่อน ตอนนี้ต้องอิเกีย, หรือ ก่อนดูหนัง นั่งแพลตตินั่ม เลานจ์ สิ รู้สึกดี

          ลองมอง pop culture อื่นๆ ดู แคมเปญกินข้าวกับโดมที่ฮ่องกง, ไปเที่ยวนิวยอร์กกับแอน ทองประสม หรืออะไรต่อมิอะไรที่ตามมาเป็นหางว่าว สิ่งเหล่านี้คือ การเล่นกับ hi-lifestyle ผ่าน entertainment ทั้งสิ้น อีกอย่างหนึ่ง การลงทุนทำละครเวทีนั้น เมื่อมันอยู่ในสายตาของสถาบันการเงิน

          หรือสินค้าใหญ่ๆ การร่วมกันจัดการในแง่ของต้นทุน ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ยิ่งระยะหลังๆ ดาราหลายคน เซเลบไม่น้อย มีแนวคิดเหมือนกันว่า การเล่น musical สักครั้ง มันคือการหาประสบการณ์ใหม่ในชีวิต

          ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า การมีอยู่ เคลื่อนไหวของละครเวทีสักเรื่อง (หรือสัก 7-8 เรื่องในตอนนี้) มันมีนัยสำคัญในการมาถึงของตัวมันเอง

          ใครไม่เชื่อ ถัดจากช่วงเวลานี้ ลองจังตาดูการมาถึงของเทรนด์ The Ultimate ต่างๆ (ปาร์ตี้, หนัง, แฟชั่น, ทริปท่องเที่ยว) เพราะนี่คือช่วงเวลาของการ “ยกระดับ” และหาทางออกให้กับไลฟ์สไตล์ตัวเอง
ละครเพลงเป็นพาหนะตัวหนึ่ง ให้เราโดยสาร
.......................................
(หมายเหตุ จิตวิทยาดู Musical : คอลัมน์ Eat Play Life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)