ความรับผิด98ศพ

ความรับผิด98ศพ : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง baitongpost@yahoo.com

               ปืนติดกล้องไม่ใช่สไนเปอร์ กล้องที่ทหารใช้มีขายตามตลาดนัดทั่วไป กระสุนปืนซุ่มยิงเบิกไปใช้ 2,000 กว่านัด ถามลูกน้องแล้วไม่ได้ยิงใครซักคน
   
              ฟังแล้วหัวร่อกลิ้ง แม้เชื่อว่า ผบ.ทบ.พูดจริง ลูกน้องคงไม่ไปบอกท่านหรอกว่า นายครับ นาย ผมยิงหัวเสื้อแดงตรงซอยรางน้ำไป 3 ศพ
   
              แต่ท่านจะปฏิเสธเสียหมดเลยหรือว่า 98 ศพจากเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 2553 ไม่มีใครโดนทหารยิงตายแม้แต่คนเดียว กลับมี “ชายชุดดำ” จากไหนไม่ทราบไล่ยิงคนเป็นว่าเล่น
   
              อย่าลืมว่าเหตุการณ์ที่มีคนเห็น “ชายชุดดำ” คือวันที่ 10 เมษายน 2553 เท่านั้น ส่วนในช่วง “กระชับพื้นที่” 13-19 พฤษภาคม ที่มีคนตาย 72 ศพ จุดที่มีผู้ใช้อาวุธสงครามยิงสู้ทหารชัดเจนมีเพียงที่บ่อนไก่ ซึ่งก็ไม่ใช่ชุดดำที่ไหน รู้กันทั้งบางว่ามาเฟียชุดเขียวนอกราชการ และไม่ได้ทำตัวลึกลับ แต่อยู่ข้างเสื้อแดงอย่างเปิดเผย ไม่ได้ซุ่มๆ ซ่อนๆ แอบยิงข้างหลัง
   
              นอกนั้นก็มีมือยิงเอ็ม 79 ซ่อนอยู่ในสวนลุมฯ แต่จุดอื่นๆ ที่มีคนตายล้วนตายใกล้ๆ ทหาร หรือตายระหว่างปะทะกับทหาร โดยมีเพียงก้อนอิฐ ท่อนไม้ บั้งไฟ เป็นอาวุธ จะบอกว่ามีชายชุดดำลี้ลับยิงใส่ “น้องเกด” ที่วัดปทุมฯ ทั้งที่ชายชุดเขียวตรึงพื้นที่เต็มไปหมด มันไม่นิยายไปหน่อยหรือครับ
   
              “สไนเปอร์” ที่ดีเอสไอกำลังจะเรียกมาให้การ คืออดีตทหารที่อยู่ในคลิป ซึ่งมีทั้งภาพและเสียงผู้ชี้เป้าว่า “ขว้างระเบิดขวดหลายครั้งแล้วไอ้ตัวนี้” จากนั้นอีกคนก็เล็ง “ปืนติดกล้อง” และลงมือยิง
   
              ถามว่าผู้นำรัฐบาลและผู้นำกองทัพ สั่งให้ทหารฆ่าประชาชนหรือไม่ ก็คงไม่มีใครออกคำสั่งโต้งๆ อย่างนั้นหรอก แต่ต้องดูว่าการออกคำสั่ง “กระชับพื้นที่” ได้คำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นหรือเปล่า
   
              จอมพลถนอม กิตติขจร ก็คงไม่ได้สั่งให้ทหารฆ่านักศึกษาทุกคนที่ขวางหน้า พล.อ.สุจินดา คราประยูร ก็คงไม่ได้สั่งทหาร (ที่นำโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์) ให้ยิงผู้ชุมนุมทุกคนบนถนนราชดำเนิน
   
              แต่คุณเล็งเห็นผลหรือเปล่าว่าการส่งทหารที่ฝึกมาเพื่อสู้รบ มีอาวุธครบมือ มีกระสุนจริง เข้าไปสลายการชุมนุมแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
   
              ผู้นำรัฐบาล ผู้นำกองทัพ จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ถ้าไอ้เณร หรือทหารชั้นประทวน ทำเกินกว่าเหตุ “ไอ้ตัวนี้” ขว้างระเบิดขวดหลายครั้งแล้ว (แปลว่าขว้างมาไม่ถึง ไม่ได้โดนใคร) ไม่จำเป็นต้องยิงก็ได้ (แถมในคลิปยังบอกว่าล้มแล้วๆ อย่าซ้ำ แต่คนยิงก็ยังซ้ำ) ผู้ปฏิบัติทำเกินกว่าเหตุเองที่เห็นมวลชนถือก้อนอิฐ ถือท่อนไม้ ก็ยิง
   
              คุณไร้เดียงสาหรือถึงไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้น
   
              เว็บประชาไทเพิ่งเผยคำสั่ง ศอฉ.ซึ่ง พล.ท.อักษรา เกิดผล“ขออนุมัติแนวทางการปฏิบัติในการใช้อาวุธเพื่อ รปภ. ที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญ รวมทั้งการปฏิบัติ ณ จุดตรวจ/ด่านตรวจและสายตรวจเคลื่อนที่” คำสั่งนี้ไม่เพียงอนุญาตให้ใช้ “พลแม่นปืน” และขอ“พลซุ่มยิง” (สไนเปอร์) หากในภาพรวมยังแก้ไขแนวปฏิบัติ จากเดิมที่ห้ามใช้อาวุธอย่างเคร่งครัดยกเว้นป้องกันตัว มาเป็นคำสั่งซึ่ง “อนุโลม” มากขึ้น เป็น “คำสั่งปลายเปิด” ให้ผู้ปฏิบัติตัดสินใจใช้กระสุนจริงง่ายขึ้น
   
              ในปฏิบัติการ “กระชับพื้นที่” กองทัพกลัวว่าจะมี “ชายชุดดำ” แฝงอยู่ในมวลชน จึงขอมี “พลแม่นปืน” หรือ “พลซุ่มยิง” อยู่ประจำหน่วย แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง (ยกเว้นที่บ่อนไก่) คือมวลชนไม่ได้มีอาวุธร้ายแรง มีเพียงก้อนอิฐ ท่อนไม้ บั้งไฟ หรืออย่างมากก็ระเบิดขวด แต่ความหวาดระแวง ความตึงเครียด ความโกรธแค้น หรืออะไรก็แล้วแต่ (อาจจะด้วยจิตใจรักษ์โลก เห็นเสื้อแดงเผายางรถยนต์สร้างมลภาวะ) ทำให้มีคนถูกยิงตายเป็นเบือ
   
              ผู้ออกคำสั่ง ผู้บังคับบัญชาในกองทัพ รู้อยู่แก่ใจ และต้องรับผิดชอบต่อการออกคำสั่งเช่นนี้ อย่ามัวแต่อ้างว่าที่ติดป้าย “เขตใช้กระสุนจริง” นั้นแค่ติดหลอกๆ ในเมื่อใช้กระสุนจริงไป 117,923 นัด กระสุนซุ่มยิง 2,120 นัด
   
              ที่สำคัญคือ การตัดสินใจแก้ปัญหาการเมืองด้วยกำลัง บางคนอาจมองว่า ในเมื่อเสื้อแดงดื้อด้านยึดราชประสงค์ ก็จำเป็นต้องใช้ทหารเข้า “กระชับพื้นที่” แต่ถ้ามองย้อนไปให้ดี จะเห็นว่าในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม หลังจากแกนนำ นปช.กลับลำไม่ยอมรับผลเจรจาและมีพวกบ้าบุก รพ.จุฬาฯ เสื้อแดงก็ “พ่ายแพ้ทางการเมือง” โดยสิ้นเชิง แม้แต่ผู้ที่เคยสนับสนุน (รวมทั้งผม) ก็เรียกร้องให้เลิกม็อบ อย่างเก่งพวกเขาอยู่ได้อีก 6-7 วันก็จะฝ่อเอง
   
              การตัดสินใจใช้กำลังทั้งรู้อยู่แก่ใจว่าจะมีคนตายเป็นเบือ จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ทำให้การเมืองพลิกกลับ