ในที่สุดการประชุมกลุ่มสภาความร่วมมือยางพาราระหว่างประเทศ หรือสภามนตรีไตรภาคียางพารา (International Tripartite Rubber council : ITRC) ประกอบด้วย ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ในฐานะที่เป็นกลุ่มประเทศที่ส่งออกยางถึงร้อยละ 70 ของตลาดโลก เพื่อแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า ที่ประชุมมีข้อสรุป ในการดำเนินมาตรการลดปริมาณยางพาราในตลาดโลก โดยทั้ง 3 ประเทศจะลดปริมาณการส่งออกยางพาราจำนวน 3 แสนตัน และจะรณรงค์ให้โค่นยางอายุมากจำนวน 1 แสนไร่ โดยแบ่งสัดส่วนให้ประเทศไทยลดการส่งออกจำนวน 1.5 แสนตัน และโค่นยางพาราประมาณ 5 แสนไร่
เนื่องเพราะมีปริมาณพื้นที่เพาะปลูกและอัตราการส่งออกมากกว่าประเทศอื่น ส่วนมาตรการดังกล่าวทั้ง 3 ประเทศจะนำไปประกาศใช้หลังจากนี้ไป และจะช่วยลดปริมาณยางพาราในตลาดโลก 4.5 แสนตัน คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นราคายางพาราสูงขึ้น โดยให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรชี้แจงต่อสมาคมยางพาราไทย รวมถึงผู้ส่งออกเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว ก่อนที่จะนำข้อสรุปนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 21 สิงหาคม 2555 นี้
"ต่อไปเราจะมีการรณรงค์ให้ประชาชนที่มีต้นยางอายุมากแล้ว เข้าร่วมโครงการโค่นต้นยางเก่าเพื่อปลูกใหม่ ซึ่งสำนักสงเคราะห์การทำสวนยาง หรือ สกย. จะมีเงินชดเชยไร่ละ 1.6 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าการโค่นยางในช่วงนี้จะเป็นเวลาที่เหมาะสม เพราะเป็นช่วงที่ราคายางตกต่ำ แต่กระนั้นคาดว่า อาร์ทีอาร์ซีจะมีการประชุมร่วมกันอีกครั้ง เพื่อประเมินการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวในต้นเดือนกันยายนนี้" นายณัฐวุฒิ ระบุ
อย่างไรก็ตาม มติที่ประชุมของไอทีอาร์ซีที่มีการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมานั้น ใช่ว่าจะเป็นประกาศิตที่จะเนรมิตให้ราคายางพาราพุ่งขึ้นได้ เพราะหากในอดีตเคยมีตัวอย่างมาแล้ว สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และราคายางพาราตกต่ำอย่างสุดขีด จึงมีการจับมือระหว่างผู้ผลิตยางรายใหญ่ 3 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีบริษัทรวมทุนระหว่างประเทศ หรือไอโค (IRCO) เพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำ
เบื้องต้นมีการตกลงให้แต่ละประเทศลดการปลูกยางพาราประเทศละ 10% โดยมาเลเซียมีความชัดเจนที่จะปลูกปาล์มน้ำมัน สุดท้ายไทยแหกคอกเป็นประเทศแรก ด้วยส่งเสริมการปลูกยางเพิ่ม ภายใต้โครงการขยายพื้นที่ปลูกยางใหม่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 ล้านไร่ หรือโครงการปลูกยาง 1 ล้านไร่ หลังจากประเทศไทยได้ตลาดใหม่คือจีน และนับตั้งแต่นั้นมาไอโคแทบไม่มีบทบาทใดๆ เลยในการแก้ปญหาราคายางพาราจนถึงวันนี้
สถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำระลอกใหม่นั้น เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2554 หลุดเพดานราคาต่ำกว่า กก.ละ 120 บาท เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2554 และหลุดจากราคา กก.ละ 100 บาท ที่ซื้อช่วงปลายเดือนตุลาคม 2554 และตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาซื้อขายในท้องถิ่นยางแผ่นดิบ กก.ละ 72.50 บาท น้ำยางข้น กก.ละ 71 บาท ส่วน ณ ตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยางแผ่นดิบ กก.ละ 82.49 บาท ยางแผ่นร่มควันชั้น 3 ราคา กก.ละ 79.57 บาท
นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่า การแก้ปัญหาราคายางตกต่ำของรัฐบาลในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แม้ก่อนหน้านี้รัฐบาลอนุมัติเงินเงินช่วยเหลือ 1.5 หมื่นล้านบาท แต่เป็นการชดเชยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนยางตามโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางที่ชดเชยเฉพาะเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรเท่านั้น และได้เฉพาะเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางและกลุ่มเกษตรกรที่เป็นนิติบุคคลเท่านั้น
ตรงนี้ที่ทำให้ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การที่รัฐบาลนำงบ 1.5 หมื่นล้านบาทแก้ปัญหาราคายางเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด แก้ปัญหาที่มีเงื่อนไขและข้อจำกัดให้เกษตรกรรวมกลุ่ม เพื่อจะได้เข้าโครงการจึงจะขายยางได้ในราคา กก.ละ 100 บาท และ 104 บาท แต่เกษตรกรรายย่อยและคนส่วนใหญ่ของประเทศจะได้แค่ราคา กก.ละ 78 บาท จนทำให้เกษตรกรชาวสวนยาง 20 จังหวัดเริ่มมีการเคลื่อนไหว และเตรียมยื่นหนังสือถึงรัฐบาลผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้ประกาศราคาหลักประกันอยู่ที่ กก.ละ 120 บาท
หากประเมินจากหลายๆ มุมจะเห็นได้ว่า ทางออกที่ดีสุดในการแก้ปัญหาราคายางพารานั้น ไทยในฐานะเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ที่สุดในโลก ต้องหาแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสายพันธุ์ให้เน้นเรื่องปริมาณผลผลิตต่อไร่ ที่เกษตรกรจะสามารถขายในปริมาณมาก ขณะที่พื้นที่การปลูกเท่าเดิม เน้นการแปรรูปให้มากขึ้นทั้งระดับเบื้องต้นและอุตสาหกรรม เพื่อส่งออกผลิตภัณฑ์มากกว่าวัตถุดิบ และหาตลาดส่งใหม่เพิ่มขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
ดังนั้นอย่าตั้งความหวังกับไอทีอาร์ซีมากนัก เพราะอาจซ้ำรอยในการแก้ปัญหาของไอโคในอดีต ที่แทบไม่มีผลงานใดๆก็ได้
--------------------
ทางออกต้องพัฒนายางทั้งระบบ
ราคายางพาราที่ตกต่ำในช่วงนี้ นายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ผอ.สกย.) บอกว่า ต้องมีการพัฒนายางพาราของไทยทั้งระบบ ตั้งแต่การบริหารจัดการของภาครัฐ การดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน หรือภาคการผลิตของเกษตรกร และไม่ใช่ดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียน แต่จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่เวทีโลก ณ วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว หาก พ.ร.บ.การยางฯ มีผลประกาศใช้ สกย.จะสามารถใช้กองทุนในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบได้ ตั้งแต่การผลิตจนกระทั่งถึงการแปรรูป การทำผลิตภัณฑ์จนถึงการตลาด
"ในปี ค.ศ.2020 คาดว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในการช่วยกันพัฒนายางพาราทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับเกษตรกร ซึ่งจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น เกษตรกรสามารถแปรรูปผลผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอย่างที่ภาคเอกชนทำได้เอง อาทิ การทำยางเครป ยางคอมปาวด์ หรือน้ำยางข้น เกษตรกรสามารถทำได้ ซึ่งกิจกรรมตรงนี้ผมอยากให้เกษตรกรทำเอง ส่วนภาคเอกชนก็ให้พัฒนาและดำเนินธุรกิจในส่วนอื่น เช่นเดียวกับสถาบันเกษตรกรต้องพัฒนาให้มีระบบการบริหารที่ดี ให้มีความเข้าใจในการทำอุตสาหกรรมยางเพื่อนำไปสู่การพัฒนาตลาดยางโดยระบบเกษตรกรเอง ทาง สกย.จะพยายามส่งเสริมให้มีตลาดประมูลยางท้องถิ่นทุกๆ พื้นที่ โดยให้เกษตรกรรวบรวมยางจากสมาชิกทุกคนมาขายรวมกัน จะส่งผลดีต่อตัวเกษตรกรเอง" นายวิทย์ กล่าว
ผู้อำนวยการ สกย.ระบุว่า เบื้องต้นที่ทำได้แล้วคือ มีการอบรมครูยางให้ทุกจังหวัดที่ปลูกยางพารา เพื่อให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ครูยาง เพิ่มพูนความรู้และทักษะการทำสวนยางอย่างถูกวิธี ตลอดจนถ่ายทอดความรู้สู่ชาวสวนยางรายอื่นๆ ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งในปี 2555 สกย.มีนโยบายพัฒนาเกษตรกรเป็นครูยาง จำนวน 2,880 คนทั่วประเทศ
--------------------
(ท่าที 'ไอทีอาร์ซี' แก้ราคายางตกต่ำ หรือเพียงสัญลักษณ์ซ้ำรอย 'ไอโค' : โดย ... ดลมนัส กาเจ)