สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปร่วมการเสวนาเรื่องทิศทางการผลิตและการตลาดมะม่วงไทยเพื่อการส่งออก ซึ่งทางธนาคารกรุงเทพ ตามโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของ คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ จัดขึ้นร่วมกับสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย ที่ อ.สากเหล็กจ.พิจิตร โดยมีชาวสวนมะม่วงเข้าร่วมมากกว่า 500 คน
งานนี้ได้มีการเชิญผู้ส่งออกมะม่วงที่สำคัญ เช่น คุณพิมใจ มัสซูโมโต้ ผู้รับสัมปทานโรงอบไอน้ำของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ดำเนินการอบไอน้ำมะม่วงก่อนส่งออกไปยังตลาดหลักคือญี่ปุ่น และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่รายหนึ่งที่ส่งมะม่วงและทำตลาดมะม่วงไทยในญี่ปุ่นและเกาหลี มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการตลาดและการส่งออกมะม่วงไปยังตลาดดังกล่าว และได้เชิญคุณไพบูลย์ วงศ์โชติสถิต ซึ่งมีกิจการส่งออกผลไม้ไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน
ทั้งสองท่านได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจและบอกทิศทางความต้องการของตลาดมะม่วงในต่างประเทศได้เป็นอย่างดี โดยสรุปแล้ว ความเห็นที่เหมือนกันทุกคนก็คือ มะม่วงเป็นผลไม้ที่มีโอกาสทางการตลาดสูงมาก ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องตลาด เพราะความต้องการของตลาดยังมีอยู่มากที่สำคัญคือของต้องมีคุณภาพ เพราะว่ามะม่วงไทยมีราคาค่อนข้างสูงกว่าคนอื่นอยู่แล้ว ดังนั้นเราคงไม่ได้ไปแข่งกันที่ราคา แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพเป็นหลัก ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งคือ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีควบคุมการออกดอกได้ค่อนข้างสมบูรณ์
ดังนั้น การกระจายผลผลิตออกไปทั้งปีจึงทำได้ ซึ่งเป็นผลดีในแง่ของการตลาด เพราะว่าจะมีสินค้าส่งออกได้ทั้งปีและสามารถทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับต่างประเทศได้ ที่สำคัญคือเกษตรกรไทยมีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น และสามารถร่วมกันวางแผนการผลิตเพื่อให้มีผลมะม่วงออกจำหน่ายได้ทั้งปี โดยความร่วมมือของสมาคมและกลุ่มต่างๆ เรียกได้ว่า กลุ่มผู้ผลิตมะม่วงมีความเข้มแข็งมาก เป็นต้นแบบของกลุ่มอื่นๆ ได้ จึงทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำเหมือนพืชอื่นๆ
พูดถึงเรื่องคุณภาพของมะม่วงแล้ว เรื่องนี้ผู้ปลูกต้องให้ความสำคัญมากๆ เพราะว่าหากเราเสียตลาดไปเนื่องจากมีการส่งของคุณภาพต่ำออกไปแล้ว ย่อมก่อให้เกิดผลเสียต่อเนื่องยาวนาน และอาจมากถึงขนาดหมดอนาคตเลยก็ได้ อย่างเช่นหากมีการนำมะม่วงไม่แก่จัดออกไปขาย ซึ่งแน่นอนว่ามะม่วงไม่แก่จัดย่อมมีรสชาติไม่ดี และเมื่อผู้ซื้อได้ซื้อไปแล้ว ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง ก็หมายความว่า การซื้อครั้งต่อไปคงไม่มีอีกแล้ว หากเป็นอย่างนี้ตลาดมะม่วงในต่างประเทศของเราก็คงค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ และโอกาสในการกู้ชื่อเสียงกลับคืนมานั้นทำได้ยากมาก
ความจริงแล้วญี่ปุ่นเป็นตลาดใหญ่มากตลาดหนึ่ง และต้องการของดีมีคุณภาพ ในขณะเดียวกันก็ให้ราคาสูง ตอนนี้คนญี่ปุ่นเริ่มเรียนรู้ในการเลือกซื้อมะม่วงที่แก่จัด ซึ่งมีรสชาติดีกว่า และเริ่มยอมรับว่าผิวมะม่วงที่แก่จัดนั้น บางครั้งอาจไม่เรียบเนียนเหมือนมะม่วงที่ยังอ่อนกว่า เพราะฉะนั้นต่อไปในอนาคตการส่งออกมะม่วงแก่จัดที่หลายคนกลัวว่าผิวจะเริ่มไม่สวยนั้น ก็ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อไป
สำหรับตลาดจีนนั้น ก็เป็นตลาดใหญ่อีกตลาดหนึ่ง แต่ความที่จีนสามารถผลิตมะม่วงได้เช่นกันในตอนใต้ของประเทศ แต่ก็ยังไม่พอต่อความต้องการ จึงต้องมีการนำเข้าบางส่วน มะม่วงไทยก็สามารถเข้าไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดบน ซึ่งได้ราคาสูง เพียงแต่ว่ายังมีอุปสรรคเรื่องการขนส่ง ซึ่งมีรายละเอียดมากพอควร ไว้คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อไปครับ
--------------------
(เกษตรยุคใหม่ : มะม่วงส่งออก : โดย ... รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)