รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศคิกออฟ “Stop Corruption : รวมพลเครือข่ายต้านคอร์รัปชั่น” ครั้งที่ 2 ที่ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อเช้าวันที่ 18 สิงหาคม โดยมีองค์กรภาครัฐและเอกชนมาร่วมงานจำนวนมาก พร้อมทั้งแสดงสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือทุกภาคส่วน ด้วยการเขียนคำปฏิญาณหยุดคอรัปชั่นลงบนกำแพงสีขาว (White wall) และร่วมแปรอักษรต่อต้านการคอรัปชั่นร่วมกับเยาวชน 500 คน เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงในการดำเนินการต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง
เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่รัฐบาลได้ขับเคลื่อนหลังประกาศจะปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังเป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ โดยเปิด 3 ช่องทางเพื่อให้บุคคลหรือองค์กรเข้ามาร้องเรียน อันได้แก่ ตู้รับเรื่องร้องเรียนทุจริตที่จะติดตั้งในพื้นที่สาธารณะทั่วประเทศ สายด่วน 1206 และเปิดสื่อออนไลน์ อาทิ เว็บไซต์ www.stopcorruption.go.th หน้าแฟนเพจในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือ ไลน์ ในงานยังมีการออกบูธจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ป.ป.ง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)
ยิ่งไปกว่านั้นในการลงปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ต่างๆของนายกรัฐมนตรี จะมีการนำเจ้าหน้าที่สำนักนายกฯ ลงไปรับเรื่องโดยตรง โดยที่ไม่ต้องผ่านหน่วยงานใดๆ นอกเหนือจากการจัดให้มีตู้รับเรื่องร้องเรียนไว้ตามจุดต่างๆ ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาล ศาลากลางจังหวัด สถานีขนส่ง ท่าอากาศยาน ห้าง สถานที่เอกชน เป็นต้น เป็นการเอาจริงเอาจังนับตั้งแต่มีการจัดกิจกรรมในครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผลการสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ (PERC-เพิร์ค) พบว่าแนวโน้มในการปราบปรามการทุจริตดีขึ้นกว่าปี 2554 ที่ได้คะแนนอยู่ประมาณ 6.57 ถึงวันนี้อยู่ที่ 7.55 ถือว่าแนวโน้มต่างๆ ดีขึ้น
หากมองย้อนกลับไป ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นบั่นทอนการบริหารงานของรัฐบาลตลอด 1 ปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด จากข้อมูลของหลายๆ ภาคส่วน หรือแม้แต่โครงการ 1 กรม 1 ป้องกันโกง ที่อยู่ในการดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุตรงกันว่าเรื่องร้องเรียนที่พบมากที่สุดเกี่ยวพันกับข้าราชการประจำ ข้าราชการการเมือง โดยการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์มาเป็นอันดับ 1 ทุจริตงบเยียวยาน้ำท่วมตามมาอันดับ 2 และการทุจริตโครงการจำนำข้าวมาอันดับ 3 สอดรับกับการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายปี 56 ของฝ่ายค้านที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำที่มีการชักหัวคิวสูงถึง 30-35 เปอร์เซ็นต์
ปัจจุบันรูปแบบการโกงกินได้ปรับเปลี่ยนจนดูกลมกลืนกับความถูกต้องจนยากที่จะแยกออก ทำให้การจับกุมเป็นไปได้ยาก เพราะผู้กุมอำนาจเป็นคนที่ออกนโยบายโดยอ้างทำเพื่อบริหารประเทศชาติ ทั้งที่ข้อเท็จจริงกลับตรงกันข้าม สาธารณชนไม่ได้ประโยชน์หรือได้ก็เพียงน้อยนิด หนำซ้ำยังก่อความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมตามมาอีกด้วย การเปิดสายหรือตู้รับเรื่องร้องเรียนทุจริตคอรัปชั่นเป็นกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ และจับได้แต่ระดับปลาซิวปลาสร้อยเท่านั้น รัฐบาลต้องขจัดทั้งวงจรก่อนที่เชื้อร้ายจะฝังลึกในสังคมไทยไปมากกว่านี้
.............
(หมายเหตุ : ลงแส้ทุจริตเชิงนโยบาย : บทบรรณาธิการ คม ชัด ลึก)