สงคราม 'นวัตกรรม'

สงคราม 'นวัตกรรม' : คอลัมน์อินโนเทค : โดย...คนชอบเล่า

                มาถึงวันนี้ คดีความการละเมิดลิขสิทธิ์ระหว่าง "แอปเปิ้ล-ซัมซุง" ก็ยังคงเป็นมหากาพย์ที่ทุกคนรอลุ้น และยิ่งคดีความยืดเยื้อเท่าไร ก็ยิ่งมีข้อมูลใหม่ๆ ปล่อยออกมาเรียกเสียงฮือฮาอย่างไม่ขาดสาย

                ไม่ว่าจะเป็นข่าวที่แอปเปิล ออกมาอ้างว่า มากกว่า 25% ของยอดขาย 30.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในส่วนของสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตของซัมซุง ในตลาดสหรัฐนั้น เป็นผลมาจากการละเมิดลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตรของไอโฟน และไอแพด

                 โดยคดีนี้ แอปเปิล เป็นโจทก์ยื่นฟ้องซัมซุงในข้อหาลอกเลียนแบบซอฟต์แวร์ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของแอปเปิล พร้อมทั้งเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินถึง 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8 หมื่นล้านบาท และระหว่างกระบวนการพิจารณาคดีของศาลสหรัฐ ทำให้ทั้งสองบริษัทต้องยอมเผยตัวเลขยอดจำหน่ายที่แท้จริงในตลาดสหรัฐ ต่อศาลและสาธารณชน

                 ข้อมูลล่าสุดที่ถูกเผยออกมา ก็คือ ยอดขายรวมทั้งหมดของสินค้าในตระกูลไอโฟน และไอแพด นับตั้งแต่วันเปิดตัวไอโฟนรุ่นแรก ในปี 2550 จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2555 ระบุว่า ไอโฟน มียอดขาย 85.9 ล้านเครื่อง ทำรายได้ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไอแพด มียอดขาย 34 ล้านเครื่อง ทำรายได้ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนไอแพดทัช มียอดขาย 46.5 ล้านเครื่อง ทำรายได้ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

                   ทางฟากซัมซุง เฉพาะช่วงเวลาที่ถูกแอปเปิลฟ้องว่าลอกเลียนแบบ คือราวต้นไตรมาส 2 ของปี 2553  ถึงสิ้นไตรมาส 2 ปีนี้ พบว่า มือถือตระกูลกาแลกซี่ มียอดจำหน่ายรวม 21.25 ล้านเครื่อง ขณะที่ยอดจำหน่ายของแท็บเล็ต "กาแลกซี่ แท็บ" ทั้ง 3 รุ่นที่ถูกฟ้อง มียอดจำหน่ายในสหรัฐจำนวน 1.43 ล้านเครื่อง

                    ดูจากตัวเลขมูลค่าการฟ้องร้องค่าเสียหาย และความยืดเยื้อของคดีความ รวมถึงตัวเลขยอดขายสินค้าสุดชิคของทั้งสองบริษัทแล้ว ก็คงเห็นแล้วว่า "นวัตกรรม" นั้น มีความสำคัญมากแค่ไหนในโลกยุคดิจิตอล

                   ทั้งนี้ ผลสำรวจ "โกลบอล เทคโนโลยี อินโนเวชั่น" ที่จัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษา "เคพีเอ็มจี แอลแอลพี" เมื่อเร็วๆ นี้ ชี้ถึงความเชื่อมั่นของผู้บริหารทั่วโลก ที่มีต่อแนวโน้ม "สุดยอด" ผู้พัฒนานวัตกรรมว่า ยังคงเป็นบริษัทในจีนและสหรัฐ พร้อมทั้งระบุว่า "แอปเปิล" ยังได้รับการยกย่องว่าจะเป็น "ผู้นำ" ด้านนวัตกรรม และตามมาติดๆ ด้วย กูเกิล และไมโครซอฟท์

                  ขณะที่ก็มีผลสำรวจเทื่อปี 2553 พบว่า จีน เป็นประเทศผู้จัดสิทธิบัตรอันดับ 1 ในปีดังกล่าว ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนธีมของตลาดเดิมที่เน้น made in China กลายเป็น designed in China โดยรัฐบาลจีนเห็นว่าเป็นธุรกิจที่เน้นด้านนวัตกรรมและเห็นควรที่จะสนับสนุน ประกอบด้วย รถยนต์ ยา และเทคโนโลยี

                  เห็นข้อมูลคร่าวๆ ทั้งหมดนี้แล้ว เชื่อว่าต้องมี "ลุ้น" กันอีกหลายต่อ ว่าใครจะเป็น "ผู้ชนะ" ในเกมความป็นผู้นำนวัตกรรม และตำแหน่งนี้จะขยับจากซีกโลกฟากตะวันตก มาอยู่แถบเอเชียได้สำเร็จหรือไม่

................................
(สงคราม 'นวัตกรรม' : คอลัมน์อินโนเทค : โดย...คนชอบเล่า)