ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นโยบายของรัฐบาลในการควบคุมราคาก๊าซแอลพีจีเป็นเจตนาดีในการช่วยเหลือภาคครัวเรือนให้ใช้เชื้อเพลิงสะอาด ในราคาไม่สูงมาก และลดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งปริมาณการใช้ในภาคครัวเรือนไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมากจนเป็นภาระ แต่เมื่อเกิดวิกฤติราคาน้ำมัน โดยเฉพาะในช่วงปี พ.ศ.2550 ทำให้มีรถยนต์ปรับเปลี่ยนมาใช้ก๊าซแอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างมาก และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา จนเป็นภาระกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ต้องนำเงินมาอุดหนุนด้านราคา
ทั้งนี้ หากประเทศไทยยังต้องมีการตรึงราคาก๊าซแอลพีจีต่อไป จะเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานที่ไม่ถูกต้อง เป็นการใช้พลังงานที่มีราคาถูกแบบสิ้นเปลืองและไม่รู้ค่า เพราะรัฐช่วยแบกรับภาระบางส่วนไว้ ทำให้ผู้ใช้พลังงานไม่รู้สึกว่าต้องช่วยกันประหยัดพลังงาน ระดับราคาพลังงานที่ต่ำเป็นปัจจัยให้เกิดการเร่งให้นำทรัพยากรของชาติมาใช้อย่างรวดเร็วและอาจไม่เหลือทรัพยากรพลังงานแก่คนรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป
ดังนั้น ในระยะสั้น การตรึงราคาก๊าซแอลพีจีอาจช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ แต่ในระยะยาวก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องต่างๆ อาทิ 1.ไม่ส่งเสริมการประหยัดและการใช้พลังงานทดแทน 2.ไม่ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า 3.สูญเสียเงินตราต่างประเทศ 4.ฐานะการคลังอ่อนแอ (การขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะ) และ 5.ลักลอบส่งออกก๊าซแอลพีจีไปประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในปัจจุบัน ราคาแอลพีจีของไทยยังต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ทำให้เกิดการลักลอบส่งออกขายประเทศเพื่อนบ้าน คาดว่าปริมาณการลักลอบไม่ต่ำกว่า 5,000 ตันต่อปี
การปล่อยลอยตัวราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงการนำพลังงานไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว ในปี 2554 ไทยมีปริมาณการผลิตก๊าซแอลพีจี ประมาณ 5 ล้านตันต่อปี ในขณะที่มีปริมาณการใช้สูงถึงเกือบ 6.5 ล้านตันต่อปี
จากสถานการณ์การนำเข้าก๊าซแอลพีจีของไทยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ภาครัฐต้องมีนโยบายลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจีเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2553 โดยที่รัฐบาลมีมติเห็นชอบให้ปรับราคาก๊าซแอลพีจี ณ โรงกลั่น ให้สะท้อนราคาตลาดโลกมากขึ้น โดยกำหนดให้ราคาก๊าซแอลพีจี ณ โรงกลั่นเท่ากับ 76% อิงราคาก๊าซแอลพีจีตลาดโลก และ 24% อิงราคาควบคุมปัจจุบันที่ 333 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน (10,323 บาทต่อตัน) ในขณะที่ราคา ณ โรงแยกก๊าซคงที่ที่ 333 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน (10,323 บาทต่อตัน)
หากไม่ปรับราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีให้สะท้อนราคาตลาดโลก จะส่งผลให้การใช้และการนำเข้าให้สูงเกินกว่าขีดความสามารถในปัจจุบัน และภาระกองทุนน้ำมันฯ จะเพิ่มขึ้น แม้จะมีการปรับราคา ณ โรงกลั่นของกลุ่มโรงกลั่น
ไว้สัปดาห์หน้า ผมจะมาเล่าให้ฟังกันต่อนะครับ ว่าทำไมต้องขึ้นราคาแอลพีจี และงานนี้ใครได้ใครเสีย
--------------------
(นโยบายพลังงานก๊าซแอลพีจี ใครได้ ใครเสีย (1) : รู้ทันกระแส เศรษฐกิจและพลังงาน : โดย ... ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) <Chodechai.energyfact@gmail.com>)