"ยางล้อ" รถจักรยานยนต์แบบ 4 สูบ หรือ "ซูเปอร์โฟร์" ที่มีเอกลักษณ์พิเศษสั่งตรงจากต่างประเทศ กลายเป็นเบาะแสสำคัญในการติดตามไล่ล่าคนร้ายก่อเหตุชิงทรัพย์ร้านทองงามศิลป์ในเขต อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์!!
คดีชิงทรัพย์ร้านทองงามศิลป์เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 15.30 น. คนร้าย 2 คน ใช้อาวุธปืนสงครามและปืนลูกซองยาวก่อเหตุชิงทองรูปพรรณน้ำหนักกว่า 250 บาท มูลค่าประมาณ 6 ล้านบาท โดยแผนประทุษกรรมของคนร้ายทั้งสองคนลงมืออย่างใจเย็น ก่อนหลบหนีด้วยรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ซีบี 400 ซูเปอร์โฟร์ สีแดงดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน
ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ซึ่งเป็นของเจ้าของร้านทองตกอยู่ 7 ปลอก และปลอกกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 จำนวน 1 ปลอก ซึ่งเป็นของคนร้ายตกอยู่ หลังเกิดเหตุ พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภ.7 สั่งการให้ พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบก.สส.ภ.7, พล.ต.ต.วิเชียร ตันตะวิริยะ ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ และ พ.ต.อ.ฉัตรไชย เรียนเมฆ รอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมชุดสืบสวนเร่งรัดคลี่คลายคดีติดตามคนร้าย
กว่า 1 เดือน...ชุดสืบสวนแกะรอยติดตามไล่ล่าคนร้ายจนกระทั่งพบตัวและเกิดการปะทะต่อสู้กันและคนร้ายสามารถหลบหนีไปได้อีกครั้ง!!
หลังจากชุดสืบสวนรับแจ้งพบรถจักรยานยนต์ของคนร้ายจอดในโกดังร้างของโรงงานผลิตผสมแอสฟัลติกคอนกรีตลาดถนน ริมถนนเพชรเกษม หลักกิโลเมตรที่ 348 ขาขึ้นกรุงเทพฯ ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 16 กิโลเมตร เป็นรถจักรยานยนต์สีน้ำเงิน แต่คนร้ายใช้สีสเปรย์สีแดงพ่นทับ พร้อมลบหมายเลขเครื่องและหมายเลขตัวถังออก
ชุดสืบสวนพยายามหาที่มาที่ไปของรถจักรยานยนต์คันที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ แต่ก็ไม่ได้อะไรมากเท่าที่ควร จนกระทั่งจุดสังเกตของรถจักรยานยนต์คันนี้บริเวณยางล้อรถจักรยานยนต์ไม่ใช่เป็นยางล้อที่ออกมาจากโรงงานผลิต แต่เป็นยางล้อใหม่แล้วต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น
เบาะแสของยางล้อนำเข้าทั้งสองวง ชุดสืบสวนหาข้อมูลจนกระทั่งทราบว่ามีร้านรถจักรยานยนต์แห่งหนึ่งใน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี สั่งซื้อนำเข้าจากต่างประเทศ หลังจากนั้นจอดรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวติดป้ายขายไว้ริมถนนแล้วมีผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 25- 30 ปี มีรอยสักที่หัวไหล่แล้วเจาะหูใส่ตุ้มหู ขับรถกระบะสีแดงแบบมีราวเหล็กท้ายกระบะขอซื้อในราคา 9 หมื่นบาท โดยผู้ชายคนนี้บอกว่าจะมาเอาใบเสร็จและเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ภายหลัง
ตำหนิรูปพรรณของผู้ชายต้องสงสัยถูกนำมาตรวจสอบ อีกทั้งชุดสืบสวนพยายามตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางแล้วประสานงานไปยังชุดสืบสวนของ พล.ต.ต.วีระศักดิ์ มีนะวาณิชย์ ผบก.สส.ภ.8 โดยนำตำหนิรูปพรรณคนร้ายจากพยาน รวมถึงพฤติกรรมในการก่อเหตุโดยนำภาพจากกล้องวงจรปิดมาตรวจสอบ
"ชุดสืบสวนที่รับผิดชอบคดีชิงทรัพย์ร้านทองที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ นำพฤติกรรมของคนร้าย โดยหนึ่งในสองคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนลูกซองมีการสไลด์ลำกล้องคัดกระสุนปืนออกมาลักษณะทำนองข่มขู่ เมื่อนำมาเปรียบเทียบข้อมูลผู้ต้องสงสัยในพื้นที่ บช.ภ.8 พบว่ามีผู้ต้องสงสัยที่เคยก่อเหตุชิงทรัพย์ร้านทองจักรัตน์ พื้นที่ สภ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา คนร้ายได้ทองรูปพรรณเกือบ 200 บาท มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท โดยหนึ่งในสองคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองยาวแบบ 5 นัดก่อเหตุ เมื่อนำมาเปรียบเทียบสัดส่วนคนร้ายและตำหนิรูปพรรณก็ได้ชื่อของผู้ต้องสงสัย" แหล่งข่าวในชุดสืบสวนกล่าว
ผู้ต้องสงสัยคนนี้คือ นายสาธิต พรหมแก้ว อายุ 26 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ใน อ.สวี จ.ชุมพร เคยต้องโทษคดีเกี่ยวกับทรัพย์หลายคดี โดยพยานที่ขายรถจักรยานยนต์ให้ดูตำหนิรูปพรรณจากภาพถ่ายแล้วยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกันที่มาซื้อรถจักรยานยนต์
ต่อมาชุดสืบสวน บก.สส.ภ.7 สืบทราบว่า ผู้ต้องสงสัยคนนี้หลบหนีเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ภายในซอยรามคำแหง 53 พื้นที่ สน.วังทองหลาง แต่คนร้ายกำลังขนกระเป๋าขึ้นรถแท็กซี่พบเห็นชุดสืบสวนจึงชักอาวุธปืนยิงตอบโต้เบิกทางหนีโดยชิงรถแท็กซี่ขับหลบหนีไป
ภายหลังชุดสืบสวนพบรถแท็กซี่จอดอยู่ภายในซอยรามคำแหง 59 จากการตรวจค้นภายในรถแท็กซี่พบอาวุธปืน 1 กระบอก แล้วอุปกรณ์หลอมทองจำนวนหนึ่ง จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งประสานงานพนักงานสอบสวนเสนอผู้พิพากษาพิจารณาอนุมัติหมายจับนายสาธิต พรหมแก้ว!!
........
(หมายเหตุ : 'ยางล้อ'แกะรอย..ล่าชิงทอง : ตะลุยข่าว โดยโต๊ะรายงานพิเศษ)