12 ปีแห่งความทุกข์ของครอบครัวโจนส์ นับตั้งแต่การสูญเสีย น.ส.เคิร์สตี้ ซาร่าห์ โจนส์ วัย 24 ปี นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ด้วยน้ำมือฆาตกรใจโหดในเกสต์เฮ้าส์แห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ จนถึงวันนี้พวกเขายังเฝ้ารอให้ผู้กระทำผิด "ตัวจริง" ถูกลงทัณฑ์เสียที ครอบครัวโจนส์จึงเสนอมอบเงินรางวัลสำหรับผู้ชี้เบาะแสจับคนร้าย 1 หมื่นปอนด์ หรือประมาณเกือบ 5 แสนบาท!!
"รักลูกสาวมาก ลูกสาวรักเมืองไทย และอยากมาเที่ยวเมืองไทยทุกปี แต่ต้องมาจบชีวิตก่อนวัยอันควร ทุกวันนี้ยังเสียใจเหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น แม้จะล่วงเลยมา 12 ปีแล้ว ทั้งนี้มั่นใจว่ามีใครบางคนที่มีข้อมูลรู้ตัวคนร้าย และรู้เห็นเหตุการณ์ ก็ขอให้ออกมาให้ข้อมูลต่อตำรวจ แล้วอยากร้องขอให้ชาวเชียงใหม่ช่วยเหลือในการตามหาผู้ที่พรากชีวิตของลูกสาวด้วย" นางซู โจนส์ กล่าวถึงลูกสาวในโอกาสเดินทางมาประเทศไทยเพื่อไว้อาลัยให้แก่ลูกสาวทุกวันที่ 11 สิงหาคมของทุกปี
ปฐมเหตุแห่งความสูญเสียของครอบครัวโจนส์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2543 "เคิร์สตี้ ซาร่าห์ โจนส์" เดินทางมาเที่ยวเมืองไทย และเข้าพักที่ห้องหมายเลข 4 อารีย์เกสท์เฮ้าส์ เลขที่ 20 ซอย 6 ถนนมูลเมือง ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ต่อมาถูกฆ่าข่มขืนอยู่ในห้องพักนั่นเอง สภาพนอนคว่ำอยู่บนเตียง บริเวณลำคอคล้ายถูกรัดด้วยเชือกจนลิ้นจุกปาก ท่อนล่างเปลือยเปล่า ขาทั้งสองข้างถูกถ่างออก กางเกงในถอดร่นอยู่ปลายเท้า และพบร่องรอยการถูกทารุณข่มขืนทางอวัยวะเพศและทวารหนัก
หลังเกิดเหตุ...ไกด์ทัวร์ป่า, ชาวกะเหรี่ยง, ตำรวจท่องเที่ยวคนหนึ่ง รวมถึงอดีตผู้จัดการเกสต์เฮ้าส์ ถูกนำตัวมาสอบสวนและตรวจสารคัดหลั่ง และจากการสอบสวนพยานแวดล้อม ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า พบเห็น "แอนดริว เจมส์กิลล์" เจ้าของอารีย์เกสท์เฮ้าส์ วัย 36 ปี คร่อมอยู่บนเหยื่อในคืนที่เกิดเหตุ ถัดมาอีก 1 เดือน "แอนดริว เจมส์กิลล์" ถูกควบคุมตัวมาสอบสวนและสรุปสำนวนส่งฟ้องศาล
จนกระทั่ง 2 เดือนต่อมาศาลพิจารณาไม่สั่งฟ้อง โดยให้ความเห็นว่าพยานบุคคลของตำรวจไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะประเด็น "อสุจิ" ของนายแอนดริวไม่ตรงกับคราบอสุจิที่พบบนร่างกายของเหยื่อ นั่นคือเหตุผลที่เจ้าของเกสต์เฮ้าส์ได้รับการปล่อยตัว แต่เขาถูกเนรเทศออกนอกประเทศไทย
ล่าสุด วันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วยนายแอนดรู จอห์น ผู้กำกับการกองสืบสวนสอบสวนไดเฟด-เพาวีส์ (Dyfed-Powys) ประเทศอังกฤษ นางซู และนายแกเรจ โจนส์ มารดาและพี่ชายของเหยื่อพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสถานทูตอังกฤษ ร่วมกันแถลงถึงความคืบหน้าคดีการฆาตกรรม "เคิร์สตี้ ซาร่าห์ โจนส์" หลังจาก "ดีเอสไอ" รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษเมื่อปี 2548 ขณะนี้ได้นำตัวผู้ต้องสงสัยที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้จุดเกิดเหตุ 22 คน ไปตรวจดีเอ็นเอ และสอบปากคำชาวต่างประเทศที่ปัจจุบันอยู่ในหลายประเทศอีกจำนวนหลายปาก
"ดีเอ็นเอที่พบในร่างกายเหยื่อเป็นหลักฐานสำคัญที่คนร้ายทิ้งไว้ ซึ่งเป็นดีเอ็นเอของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อนำมาเปรียบเทียบในฐานข้อมูลดีเอ็นเอของผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมกว่า 1 หมื่นคน ก็ไม่พบว่าดีเอ็นเอของคนร้ายตรงกับฐานข้อมูลที่มี จึงประสานงานไปยังเรือนจำทั่วประเทศในการช่วยหาเบาะแสข้อมูลอีกทางหนึ่ง" พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวและยืนยันว่า คดีนี้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจว่าอายุความที่เหลือของคดีนี้อีก 8 ปี จะสามารถจับกุมคนร้ายได้
ทั้งนี้ รายงานจากชุดสืบสวนระบุว่า ในประเด็นการตรวจดีเอ็นเอแล้วพบว่า คราบอสุจิที่พบในช่องคลอดของผู้ตายเป็นคราบอสุจิของชายแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่ของคนยุโรปนั้น ตรงกับคำให้การของนายสุรินทร์ว่า ได้ไปหาซื้ออสุจิจากสาวประเภทสองแถวประตูท่าแพมาเพื่อช่วยเหลือนายแอนดริว ซึ่งได้กระทำการไปเนื่องจากกลัวความผิด โดยนายแอนดริวสั่งให้นายสุรินทร์ดำเนินการอำพรางคดี และให้แม่บ้านไปซื้อกุญแจมาล็อกห้องใหม่ และแจ้งให้ตำรวจมาตรวจสอบ กระทั่งต่อมา ตำรวจได้นำตัวสาวประเภทสองมาสอบปากคำ โดยยอมรับว่าเอาคราบอสุจิในถังขยะ แถวหอพักย่านข่วงประตูท่าแพมาขายให้แก่นายสุรินทร์จริง โดยไม่รู้ว่าคราบอสุจินั้นเป็นของใคร?...ทำให้คดีนี้จึงถูกฆาตกรรมอำพรางอย่างแนบเนียนจนทำให้นายแอนดริวหลุดพ้นข้อกล่าวหา!!
--------------------
('อสุจิ' อำพราง...ฆ่าข่มขืน 12 ปี...ฆาตกรลอยนวล : ตะลุยข่าว)