อย่าโทษคนตาย

อย่าโทษคนตาย : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

                 หลังมรณกรรมของ น.ส.มาธวี หรือน้องมาย บุตรสาวของนายโกวิท วัฒนกุล นักแสดงชื่อดังพร้อมนายจักรพงศ์ เจริญผล เพื่อน อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุรถยนต์ตกจากทางต่างระดับรัชวิภา ฝั่งขาออกบริเวณทางแยกตัววายมุ่งหน้าเข้าถนนวิภาวดีรังสิตกับแยกประชานุกูล เมื่อเช้าตรู่วันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากถึงสาเหตุของอุบัติเหตุ ซึ่งนอกจากเรื่องตัวคนผู้ขับขี่แล้ว ยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับ "มาตรฐาน" ทางวิศวกรรมหรือกายภาพของถนนอีกด้วย
   
                น่าแปลกประหลาดอย่างยิ่ง สำหรับประเทศไทยที่ทุกครั้งเมื่อเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้น การสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุของเจ้าหน้าที่มักจะเน้นไปที่ "คน" เสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการขับรถด้วยความเร็วสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด เมาสุราขณะขับขี่ และสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมต่างๆ นานา โดยมักละเลยที่จะสำรวจตรวจสอบหรือวิเคราะห์ลงลึกถึงลักษณะทางโครงสร้างหรือกายภาพของถนนตั้งแต่พื้นผิว ความลาดเอียง สัญญาณจราจร ความสว่างของไฟส่องทาง และสภาพแวดล้อมอื่นๆเช่น ฝน หมอก ควัน ฯลฯ
   
                บางคนกล่าวว่า ถ้าหากผู้ขับขี่เคารพกฎจราจรโดยเฉพาะป้ายสัญญาณต่างๆ อย่างเคร่งครัด ก็จะปลอดจากอุบัติเหตุ ก็ดูเหมือนจะโยนปัญหาให้แก่ผู้ประสบเหตุหรือผู้เสียชีวิตที่ไม่รู้จะเถียงหรือร้องเรียนได้อย่างไร อย่างเช่นว่า มีป้ายกำหนดความเร็วก่อนถึงโค้งไว้ที่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คำถามก็คือว่า ถ้าหากผู้ขับขี่เผอเรอไม่ทันได้มองป้ายใช้ความเร็วมากกว่านั้นแล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้วสรุปว่า สาเหตุมาจากผู้ขับขี่เอง ดูเหมือนจะง่ายเกินไป
    
                การสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุนั้น จะต้องทำความเข้าใจด้วยว่า โดยพฤติกรรมผู้ขับขี่โดยทั่วไปแล้ว คงไม่มีใครตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาเหมือนขับรถในสนามแข่ง ใส่ใจหรือมองป้ายสัญญาณไม่วางตาเหมือนขับรถตระเวนหาร้านอาหาร ซึ่งต่างกับพฤติกรรมการขับขี่ตรงเป้าหมายหรือผู้ขับขี่รู้อยู่ก่อนแล้วว่ากำลังจะทำอะไรเช่น การจอดรถก็จะดูว่ามีป้ายห้ามจอดหรือไม่ การจะใช้แตรก็ต้องสังเกตว่าอยู่ในเขตโรงเรียน โรงพยาบาลหรือไม่ การใช้ไฟกะพริบขอทางหรือเลี้ยวรถ ฯลฯ
    
                สำหรับบทเรียนจากเหตุการณ์ล่าสุดนี้ นอกจากนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะออกมาชี้แจงถึงการปรับปรุงแก้ไขบริเวณทางต่างระดับรัชวิภาที่เกิดเหตุแล้ว ยังบอกด้วยว่า กทม.จะปรับปรุงเส้นทางและโค้งอันตรายในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่เคยสำรวจเอาไว้ 70 แห่ง ซึ่งเท่ากับเป็นการยอมรับโดยนัยอยู่แล้วถึงมาตรฐานทางกายภาพของถนนหนทางต่างๆ ยิ่งกว่านั้น โดยข้อเท็จจริงแล้ว ยังมีทางโค้ง ทางต่างระดับ อีกมากมายมหาศาลทั่วประเทศที่คงไม่ได้มาตรฐานด้วยเช่นกัน
   
                นอกจากการรณรงค์เมาไม่ขับ ง่วงต้องจอด และเคร่งครัดวินัยจราจรแล้ว การเอาใจใส่ในเรื่องการก่อสร้างถนนหนทางต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การก่อสร้างที่ต้องตรวจสอบมาตรฐานเป็นระยะ และสุดท้ายคือการรับมอบงานจากผู้รับเหมาก่อสร้าง ถือเป็นเรื่องจำเป็นวาระแรกที่รัฐจะต้องลงมือทำในทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างทางของงานก่อสร้างที่มักมีเรื่องทุจริตคอรัปชั่นเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอๆ ไม่ใช่แก้ไขความผิดพลาดด้วยการติดป้ายจำกัดความเร็ว ติดตั้งแผ่นยางชะลอรถ (Rubber Stripes) เพิ่มสีสะท้อนแสง ซึ่งดูเหมือนกับเป็นการ "กลบเกลื่อน" ร่องรอยการทุจริตเสียมากกว่า หาไม่แล้ว การรณรงค์ใดๆ ก็จะเป็นความสูญเปล่า เพราะไม่มีทางหยุดความเสียหายและความตายลงได้ และที่ร้ายกาจก็คือโยนความผิดให้แก่ศพที่ไม่อาจโต้แย้งใดๆ