พักนี้เมืองที่ชื่อว่า “อเล็ปโป” (Aleppo) กลายเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในฐานะที่เป็นสมรภูมิแย่งชิงพื้นที่กันอย่างหนักระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านในซีเรีย ที่จริงแล้วเมืองนี้มีความน่าสนใจหลายประการ ทั้งในฐานะที่เป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นเมืองที่ใหญ่และมีประชากรมากที่สุดในซีเรียปัจจุบัน และเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจการค้าของประเทศมาอย่างยาวนานต่อเนื่อง
ที่ว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุด เพราะมีการค้นพบร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ในดินแดนนี้มาตั้งแต่ประมาณ 6,000 ปีก่อนคริสตกาล ขณะเดียวกัน ชิ้นวัตถุโบราณ ซึ่งค้นพบที่เทล อัสเซาดาอฺ (Tell as-Sawda) และเทล อัล-อันซอรี (Tell al-Ansari) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ที่เป็นเมืองเก่าของอเล็ปโป ยังชี้ว่าพื้นที่นี้ถูกครอบครองมาอย่างน้อยก็ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่อเล็ปโปถูกอธิบายไว้เป็นครั้งแรกในรูปตัวอักขระแบบคูนิฟอร์ม (ถูกค้นพบในดินแดนเมโสโปเตเมีย) เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญด้านการค้าและการทหารของอเล็ปโป
ในยุคการปกครองของอาณาจักรออตโตมัน (Ottoman Empire : ค.ศ.1516-1923) อเล็ปโปถือเป็นหัวเมืองที่ใหญ่ที่สุดรองจากกรุงคอนสแตนติโนเปิล (อิสตันบูลปัจจุบัน) และกรุงไคโร ด้วยความที่เมืองนี้ตั้งอยู่ปลายสุดของเส้นทางสายไหม (Silk Road) ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าที่เชื่อมต่อจากจีนผ่านเอเชียกลาง เข้ามาทะลุจนถึงดินแดนเมโสโปเตเมีย (อิรักปัจจุบัน) จึงทำให้อเล็ปโปเป็นศูนย์กลางการค้าของภูมิภาคตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาหลายศตวรรษ
อย่างไรก็ตาม เมื่อคลองสุเอซถูกสร้างขึ้นและเริ่มใช้ในปี ค.ศ.1869 ทำให้เส้นทางการค้าทางบกถูกลดความสำคัญลงไป เพราะผู้คนหันไปใช้เส้นทางทางทะเลเพื่อทำมาค้าขายกันมากขึ้น ด้วยเหตุนั้น ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองอเล็ปโปก็เลยเริ่มเสื่อมถอยลงไปด้วย ต่อมาเมื่ออาณาจักรออตโตมันล่มสลายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 อเล็ปโปได้สูญเสียดินแดนบางส่วนทางตอนเหนือให้แก่ประเทศตุรกี ซึ่งรวมถึงพื้นที่ที่มีทางรถไฟเชื่อมต่อไปเมืองโมซูลของอิรักปัจจุบันด้วย
เท่านั้นยังไม่พอ ในช่วงทศวรรษที่ 1940 อเล็ปโปได้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงเมื่อเมืองที่ติดกับชายทะเลของซีเรีย ไม่ว่าจะเป็นเมืองแอนทิออค (Antioch) และอเลกซานเดรตตา (Alexandretta) ตกเป็นดินแดนของตุรกีไปอีก พอมาถึงยุคการปกครองของพรรคสังคมนิยมบาอัทภายใต้อำนาจนำของตระกูลอัสซาดในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซีเรียก็กลายเป็นประเทศที่ค่อนข้างปิด ยังผลให้เมืองอเล็ปโปเป็นเมืองที่ถูกปิดและถูกหลงลืมไปด้วย
แต่ในความโชคร้ายนั้น ก็ย่อมมีสิ่งที่ดีปะปนอยู่ เพราะด้วยความที่อเล็ปโปเป็นเมืองที่ถูกโลกลืม หรือไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจมากนัก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เมืองโบราณแห่งนี้ รวมถึงสถาปัตยกรรมยุคกลางและประเพณีวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นที่ถูกถ่ายทอดส่งต่อกันมา ยังคงถูกรักษาเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้ว่าปราการอเล็ปโป (Citadel of Aleppo) ซึ่งถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ.1986 นั้น มีความสมบูรณ์ด้านสถาปัตยกรรมอย่างยิ่ง
ช่วงหลายปีที่ผ่านมาอเล็ปโปได้กลับมาเป็นที่สนใจของผู้คนอีกครั้ง ในปี ค.ศ.2006 อเล็ปโปถูกเลือกให้เป็น “เมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมอิสลามประจำปี 2006” มีการบูรณะซ่อมแซมสถานโบราณหลายแห่ง มีการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์เพิ่มเติม และมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแวะเวียนไปเยี่ยมชมเมืองโบราณแห่งนี้ไม่ขาดสาย
น่าเสียดายที่วันนี้อเล็ปโปกลายเป็นสมรภูมิที่ดุเดือด หลังสงครามเลือดครั้งนี้ยังไม่รู้ว่าจะเหลือมรดกทางประวัติศาสตร์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและชื่นชมมากน้อยแค่ไหน