“แม้ว่าจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากแต่ในปัจจุบันพบว่าจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเวียดนามมากกว่าไทย 1.7 เท่า นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทยส่วนใหญ่ใช้เพื่อการบันเทิงมากกว่าเพื่อการหาความรู้ ดังจะเห็นได้จากสถิติการเข้าเว็บไซต์ที่คนไทยนิยมเข้ามากที่สุดได้แก่ sanook.com, kapook.com และ mthai.com (8.6, 8.0 7.6 แสนไอพีต่อวัน ตามลำดับ) และเฉพาะในกรุงเทพฯ มีจำนวนบัญชีเฟซบุ๊กถึง 8.7 ล้านบัญชี ซึ่งมากที่สุดในโลก และมากกว่าจำนวนบัญชีในนิวยอร์กและปารีสรวมกัน (6.5 ล้านบัญชี)
แต่หากพิจารณาเรื่องคลังความรู้และการศึกษากลับพบว่า จำนวนบทความวิชาการภาษาไทยใน wikipedia.com มีเพียง 7.4 หมื่นบทความ เทียบกับจำนวนบทความวิชาการภาษาเวียดนามที่มีจำนวน 414,000 บทความ หรือคิดเป็นจำนวนที่น้อยกว่าถึง 6 เท่า” นั่นเป็นส่วนหนึ่งของบทความที่ผมนำเสนอในงานสัมมนา Thailand at the Crossroads อนาคตไทย...เราเลือกได้ ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมาครับ
บทความดังกล่าวเป็นบทความที่พยายามจะจุดประกายให้สังคมหันมาสนใจตัวเลขที่เป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศระยะยาว ซึ่งมีความเชื่อว่า ถ้าเราสนใจตัวเลขที่สำคัญๆ ดังกล่าวแล้ว นโยบายต่างๆ ที่ออกมา ก็จะเป็นนโยบายเพื่อการพัฒนาระยะยาว...แต่การที่สังคมหันมาสนใจการพัฒนารากฐานระยะยาวเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศพัฒนาได้หรอกครับ...ทำอย่างไรที่จะทำให้ประเทศเราเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เป็นสังคมแห่งนวัตกรรมโดยแท้จริงเสียที
ผมได้อ่านบทความของ อ.ณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ กรรมการบริษัท และผู้อำนวยการบริษัท เทสโก้ จำกัด ซึ่งท่านได้สละเวลามาเป็นกรรมการบริหารของ Thailand Future ด้วย...บทความนี้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่น่าสนใจในการพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์ หรือพูดง่ายๆ คือการแปลงสิ่งประดิษฐ์มาเป็นเงินนั่นเองครับ
อ.ณัฐวุฒิได้ยกตัวอย่างการพัฒนาของประเทศอิสราเอลในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมาว่า ในอดีตอิสราเอลก็มีกองทุนของรัฐบาลคอยสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมเหมือนของเราครับ กองทุนไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก เงินที่แต่ละบริษัทได้ไปไม่เพียงพอถึงขั้นที่จะทำตลาดได้ และที่สำคัญคือรัฐไม่ได้มีส่วนในการหาตลาด หรือหานักลงทุนร่วมเลยครับ...จนกระทั่งรัฐบาลเขามาตั้งกองทุน BIRD Fund (Binational Industrial Research and Development Fund) ทำหน้าที่เดินทางไปขายนวัตกรรมให้แก่บริษัทขนาดกลางในสหรัฐนี่แหละครับ
กองทุนนี้มีจุดขายคือ ถ้าบริษัทใดซื้อเทคโนโลยีของเขา กองทุนนี้จะออกเงินสมทบให้ 50% เพื่อลดความเสี่ยงของผู้ซื้อ ซึ่งวิธีนี้ทำให้บริษัทในสหรัฐหันมาสนใจทำงานร่วมกับบริษัทเล็กๆ ในอิสราเอลมากขึ้น จนอิสราเอลสามารถกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาดโลกมากขึ้น จนในปัจจุบัน 60% ของบริษัทอิสราเอลที่เข้าตลาดหุ้น New York (NYSE)และ 75% ของบริษัทอิสราเอลที่เข้า NASDAQ มีจุดเริ่มต้นจาก BIRD Fund ครับ
ผมว่าปัญหาของอิสราเอลเมื่อ 30-40 ปีก่อนใกล้เคียงกับของไทยเรานะครับ ถ้าเราลองศึกษาแนวทางของเขาเพื่อเอามาปรับใช้กับไทยเราบ้างอาจจะเป็นประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย...ถ้าใครสนใจลองเข้าไปอ่านบทความเต็มได้ที่ www.thailandfuturefoundation.org
--------------------
(พัฒนานวัตกรรมไทย ควรไปทางไหน : คอลัมน์ ปิดประเด็น : โดย ... ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการ Thailand Future <nitinai@thailandff.org>)