เรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่ภาคใต้ในช่วงนี้ เป็นเรื่องที่สังคมต้องให้ความสนใจ และรัฐบาลเองก็จำต้องให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง
มิเช่นนั้นแล้วเรื่องราวของภาคใต้จะส่งผลสะเทือนทั้งในเชิงการเมือง ทั้งในแง่ของเสถียรภาพของรัฐบาลและความชอบธรรมของรัฐอย่างยิ่ง
สิ่งที่ควรสนใจเป็นพิเศษในเรื่องนี้ก็คือนอกเหนือจากเรื่องของความรุนแรงที่เกิดขึ้นรายวันแล้ว ก็ควรจะดูเรื่องของท่าทีของแต่ละภาคส่วนในแง่ของการนำเสนอสภาพปัญหา ที่มาของปัญหา การวิจารณ์กระบวนการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการนำเสนอทางออก และเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับการเมืองเรื่องภาคใต้
แต่เรื่องราวทั้งหมดที่พูดไว้ในย่อหน้าที่แล้วนั้นไม่ง่ายเลยที่จะทำได้จริง ทั้งนี้เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ภาคใต้นั้นเป็นทั้งการก่อการร้ายและการก่อความกลัว (คือเป็นทั้ง insurgency และ terrorism) องค์ประกอบสำคัญนั้นก็คือการพยายามเชื่อมโยงระหว่างความสูญเสียทางกายภาพกับผลสะเทือนทางจิตใจของผู้คนและสังคม ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องผ่านการ "สื่อสาร(กับ)มวลชน" นั่นเอง
ดังนั้นการรายงานข่าวภาคใต้นั้นจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนกว่าการรายงานหวย หรือการรายงานข่าวหมากัดคน วัวสามขา ลูกตบแม่ หรือข่าวนักการเมืองด่ากัน เพราะการรายงานข่าวนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้การก่อการร้ายและการก่อความกลัวนั้นครบวงจร
ทีนี้เรื่องที่ควรตั้งหลักกันก่อนก็คือ ในแต่ละฝ่ายที่แสดงทัศนะ และโจมตีกันนั้น มีฝ่ายไหนอธิบายได้จริงหรือไม่ว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหาภาคใต้? อันนี้ผมคิดว่ายากมาก เพราะสุดท้ายแม้ฝ่าย "ศอ.บต.นิยม" ก็ไม่สามารถอธิบายได้จริงๆ
แต่แน่นอนว่าฝ่ายประชาธิปัตย์นั้นมีความชอบธรรมมากกว่าในแง่ของการวิจารณ์ว่าการแก้ปัญหาที่เป็นอยู่นั้นยังมีปัญหาอยู่มาก และเป็นสิ่งที่คุณยิ่งลักษณ์จะต้องแสดงออกถึงความเข้าใจและความเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ (ย้ำว่าถ้าแสดงความเอาจริงแต่ไม่เข้าใจ บางทีการแก้ปัญหาก็อาจจะกลายเป็นการสร้างปัญหาเข้าไปอีก) เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยการบริหารจัดการในยุคคุณทักษิณ
โดยภาพรวมแล้ว ภาพรวมของการนำเสนอข่าวและข้อถกเถียงเรื่องภาคใต้ในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นมีอยู่หลายเรื่อง
หนึ่ง คือ ตัวความรุนแรงของเหตุการณ์ และการอธิบายปัญหาในแนวที่ว่า เหตุเกิดประจำเช่นนี้ในช่วงรอมฎอน (คือทำให้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติและประจำไปซะ)
สอง คือ การทำให้เรื่องภาคใต้เป็นเรื่องของคำตอบสำเร็จรูปในการแก้ปัญหา เช่นฉันเท่านั้นที่รู้ทางออก เรื่องภาคใต้ไม่ได้ซับซ้อนอะไร
สาม คือ การตั้งคำถามกับความสามารถในการทำงานของคุณยิ่งลักษณ์เอง ซึ่งรอบนี้น่าจะโดนหนักกว่ายุคน้ำท่วมเสียด้วยซ้ำ เพราะคุณยิ่งลักษณ์ไม่สามารถตอบคำถามที่สำคัญได้ว่า จะใช้ใคร ทำงาน
ในขณะที่กรณีน้ำท่วมนั้น คุณยิ่งลักษณ์ยังมีทีมงานมากมาย แต่รอบนี้คุณยิ่งลักษณ์ไม่แสดงออกว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้พ้นไปจากเรื่องของความมั่นคงซึ่งผูกไว้ด้วยกลไกทหารตำรวจได้อย่างไร คุณยิ่งลักษณ์ขาดการนำเอากลไกภาคประชาชนหรือจะเรียกให้ง่ายเข้าก็คือ กลไกที่ไม่ใช่กลไกทหารตำรวจมาร่วมแก้ปัญหาอย่างไร
ในขณะเดียวกันภาคประชาชนเองก็ไม่ได้มีเสียงที่ดังออกมาอย่างเป็นระบบว่าจะเอายังไงกับเรื่องนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเช่นกัน (อย่างน้อยในหน้าสื่อ)
สุดท้าย ผมไม่แน่ใจว่าทำไมประเด็นเรื่องเคอร์ฟิวจึงเป็นเรื่องใหญ่มาก ทั้งที่เป็นข่าวที่มีการยืนยันน้อยกว่าเรื่องอื่น โดยเฉพาะเรื่องของกลไกที่ไม่ใช้ความรุนแรง และเรื่องข้อเสนอการจัดตั้งองค์กรใหม่ และเอาเข้าจริงเรื่องเคอร์ฟิวนั้นละเอียดอ่อนมาก ไม่ใช่แค่เรื่องว่าจะทำให้เศรษฐกิจฟุบ หรือไม่ตรงกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน แต่อย่าลืมว่าชุดกฎหมายความมั่นคงแบบนี้เคยส่งผลทำให้คนจำนวนมาก (ถ้าไม่กล้ายอมรับว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่) กลายเป็นผู้ก่อการร้ายไปในศูนย์กลางของประเทศมาแล้วเช่นกัน
การเมืองสามานย์
'จตุพร'เผยถูกองค์คณะศาลรธน.เกลียด
พท.ตั้ง19โซนดักทาง111คืนรัง
ม็อบกุ้งใต้กว่า500ประท้วงร้องราคากุ้งตกต่ำ
'ยงยุทธ'ชี้รู้ตัวมือเผากล้อง'นราธิวาส'แล้ว
'พัลลภ'จวกเจรจาเข้าทางโจรใต้
ปธ.วิปรัฐโยนสภารับข้อเสนอพระปกเกล้า
'ตู่'ซัดคนใต้โง่เลือกปชป.ถึงไม่พัฒนา
'จาตุรนต์'ชี้ไม่แก้รธน.ยิ่งแย่
ปชป.แบ่งเค้กปธ.กมธ.รวม11คณะ