ในที่สุดกรุงเทพฯ ก็มีคำขวัญประจำเมืองเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สถาปนามา 230 ปี คำขวัญซึ่งมาจากการประกวดนั้นมีดังนี้ครับ “กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง เมืองศูนย์กลางการปกครอง วัด วัง งามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทย” ซึ่งเจ้าของคำขวัญได้รับเงินรางวัล 550,000 บาท จากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไปเรียบร้อยแล้ว
ความคิดเรื่องคำขวัญประจำจังหวัดนี้ น่าจะมากับความคิดเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่นคำขวัญของจังหวัดกระบี่ ที่ว่า “หอยเก่า เขาตระการ ธารสวยงาม รวยเกาะ เพาะปลูกปาล์ม งามหาดทราย ใต้ทะเลสวย มรดกอันดามัน” ของจังหวัดนนทบุรี “ทุเรียนเหนือชั้น เครื่องปั้นดินเผา เมืองเก่าวัดงาม ตลาดน้ำน่าชม ชื่นชมสมเด็จ เกาะเกร็ดงามตา พฤกษานานาพันธุ์ บ้านจัดสรรเป็นเลิศ” หรือของจังหวัดสระบุรี “พระพุทธบาทสูงค่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ฐานผลิตอุตสาหกรรม เกษตรแหล่งล้ำนักท่องเที่ยว หนึ่งเดียวกะหรี่ปั๊บนมดี ประเพณีตักบาตรดอกไม้งาม เหลืองอร่ามทุ่งทานตะวัน ลือลั่นเมืองชุมทาง” ฯลฯ
คำขวัญประจำจังหวัดที่เปรอะๆ ประเภทนี้ เหมาะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือการทำโปสเตอร์หรือแผ่นผ้าผืนโตๆ ติดหน้างานประจำจังหวัด ไม่เหมาะที่จะนำไปทำอะไรอย่างอื่น เพราะขาดความงดงามทางวรรณศิลป์และจินตภาพ โดยเฉพาะหากเปรียบเทียบกับคำเรียกขานซึ่งแสดงถึงสิ่งที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของบางเมืองหรือบางจังหวัดซึ่งมีมาแต่เดิม เช่น “ส้มโอหวาน ข้าวสารข้าว ลูกสาวสวย” ของนครไชยศรี หรือ “หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ” ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น
รัฐต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาก็มีคำขวัญครับ แต่เขาใช้คำที่สั้นๆ และสื่อถึงลักษณะที่สำคัญที่เป็นจุดเด่นของรัฐนั้น เช่น “ดินแดนแห่งโอกาส” ของอาร์คันซอ “รัฐแห่งแสงแดด” ของฟลอริดา “นี่คือสรวงสวรรค์หรือเปล่า?” ของไอดาโฮ “ความมหัศจรรย์แบบง่ายดาย” ของแคนซัส หรือ “รัฐของลินคอล์น” ของอิลลินอยส์ เป็นต้น คำขวัญเหล่ามีเจตนารมณ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยคิดไกลไปถึงการนำคำขวัญไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่นติดป้ายทะเบียนรถยนต์ เอกสาร หรือของที่ระลึก ซึ่งแค่คำขวัญประจำเมืองนี่ เราก็คงจะเห็นวิธีคิด กระบวนการทางความคิด และวิธีการทำงานที่แตกต่างกันของคนไทยกับคนอเมริกันได้เป็นอย่างดี
ครับ คำขวัญที่ดีนั้น จะต้องเป็นคำจำกัดความที่แสดงตัวตนของท้องถิ่นนั้นๆ อย่างชัดเจนและลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่จะเอาแต่ความคล้องจองของคำที่นำมาเรียงๆ กัน
ถ้าถามว่า คำขวัญประจำกรุงเทพฯ ทำให้คนรู้จักกรุงเทพฯ ดีขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ ผมก็เห็นว่าถึงไม่มีคำขวัญนี้ ทั้งคนไทยและคนต่างประเทศก็รู้จักกรุงเทพฯ ในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว ไม่ว่าจะในเรื่องศูนย์การปกครอง วัดวัง หรือการเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ซึ่งหากคำนวณคุณค่าออกเป็นตัวเงินแล้ว ก็จัดว่าเป็นคำขวัญที่มีราคาแพงระยับทีเดียวแหละครับ นี่ยังไม่นับค่าใช้จ่ายที่โรงเรียนและหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร จะต้องจัดทำป้ายหรือแผ่นผ้าคำขวัญประดับประดาโดยทั่วกันอีกต่างหาก
ที่สำคัญก็คือเมื่อเป็นคำขวัญแล้ว ก็จะต้องติดอยู่กับกรุงเทพฯ ตลอดไปหรือต่อไปอีกนาน จนกว่าจะมีใครที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขเสียใหม่ ให้ไฉไลกว่าเดิม
ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอแสดงความยินดีกับนักเขียนที่ได้รับรางวัลจากการประกวดหนังสือเซเว่นบุคส์ อวอร์ด ครั้งที่ 9 ประจำปี พ.ศ.2555 ที่จะรับโล่พระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลหนึ่งแสนบาทในวันพุธที่ 8 สิงหาคมนี้ อาทิ รางวัลชนะเลิศประเภทนวนิยายได้แก่ “โถงสีเทา” โดย “เข็มพลอย” และ “ในรูปเงา” โดย “เงาจันทร์” ประเภทรวมเรื่องสั้น ได้แก่ “เวลาของชาติ” โดย กิติวัฒน์ ตันทะนันท์ ประเภทสารคดี ได้แก่ “เรื่องเล่าจากร่างกาย” โดย นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา และ “เพื่อรอยยิ้มเมื่อสิ้นลม” โดย สง่า ลือพัฒนพร เป็นต้น
'สุขุมพันธุ์'ปลื้มกทม.มีคำขวัญแล้ว
เมืองหนังสือ
กทม.ติงกยน.ขีดแนวฟลัดเวย์ผิดธรรมชาติ
เปิดจม.กก.คุรุสภาถึง'ปู'ซัดเมินวันครู
น้ำยังไม่ลดอย่าปัดความรับผิดชอบ
'อยุธยา' ชิงดำ'ตุรกี'
'การศึกษาเรื่องพระต้องหาจุดตำหนิของเราเอง'ยอด สุราษฎร์ กรรมการตัดสินพระสายใต้
'การสะสมพระควรเริ่มจากพระท้องถิ่นก่อน'สุริยา รัตนแสงทอง (โกชุ้น กันตัง)
พระเทพฯเสด็จฯงานสโมสรสันนิบาต