พริกกะเกลือ : วันแม่

วันแม่ : คอลัมน์ พริกกะเกลือ โดย... นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ nitny@nationgroup.com

           เป็นเรื่องธรรมดาว่า พอใกล้ถึงวันแม่แห่งชาติของไทย 12 สิงหาคม เราก็จะได้เห็นดอกมะลิประดิษฐ์วางขายให้ลูกๆ ทั้งหลายซื้อไปกราบแม่ หรือไม่ก็จะได้เห็นรูปซึ้งๆ และได้ฟังเรื่องราวต่างๆ มากมายที่เกี่ยวกับความเสียสละใหญ่หลวงของแม่
 
          เสียสละจนน่าสงสัยว่า ผู้หญิงที่เป็นแม่ตามรูปหรือเรื่องราวต่างๆ มากมายที่เล่าสืบต่อกันมาอย่างมี “อารมณ์เข้มข้น” นั้น ช่างมีความสามารถในการทำให้ลูกๆ ของพวกเธอนิสัยเสียยิ่งนัก เช่น ลูกขอเงินมากมายเพียงใดก็ให้ ต้องกู้หนี้ยืมสินมาให้ก็ให้ ช่างไม่เคยตั้งคำถามหาเหตุผลจากลูก หรือแม่บางคนป่วยถึงขั้นให้น้ำเกลือ ก็ยังอุตส่าห์ลุกมาพัดวีลูกที่สุขภาพแข็งแรงดี
 
          ในฐานะแม่คนหนึ่งที่ยังคงมีแม่เป็นที่รักของลูกหลานในบ้าน นึกอยากเห็นภาพลักษณ์ใหม่ๆ ของแม่ในสื่อโฆษณา ที่มีมากกว่าแม่ผู้ระทมทุกช์ ยอมกัดฟันอดทนเพื่อความสุขของลูกหลาน
 
          เป็นความจริงว่าแม่ส่วนใหญ่เสียสละเพื่อลูกและพ่อของลูกอย่างมาก อีกทั้งแม่ส่วนใหญ่ยังบริหารการเงินเก่งที่สุด เพราะเป็นธนาคารของลูกๆ ได้เสมอ แม้รายได้แม่จะไม่มีเป็นกอบเป็นกำ แต่ลูกลืมคิดว่า แม่ส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่ไม่ได้เป็นมหาเศรษฐี มักไม่ค่อยใช้จ่ายอะไรเพื่อความสะดวกสบายของแม่ ถ้าลูกๆ ให้เงินแม่ไว้ใช้จ่าย แม่ก็มักเก็บออมไว้เพื่อลูกๆ ในวันที่ลูกๆ เดือดร้อน และบรรดาลูกๆ ทั่วโลก ก็มักจะมีวันอย่างนั้นเสียด้วย คือวันที่ต้องกลับมายืมเงินแม่ แม้ในวัยที่มีรายได้เลี้ยงตัวเองแล้ว
 
          ไม่เคยข้องใจความเสียสละของแม่ เพียงแต่สงสัยขึ้นมาว่า การคิดถึงความสุขของลูกและสามีสำหรับผู้หญิงที่เป็นแม่นั้น มันจำเป็นไหมที่ต้องมาพร้อมความทุกข์ระทม ยอมเสียสละความสุขของตนเองแล้วอดทนเป็นผู้แบกรับทุกภาระ เพราะทัศนคติแบบนั้น น่าจะเป็นของ “ทาส” มิใช่แม่ และอีกนัยคือ เป็นทัศนคติที่รังแกลูกให้เติบโตเป็นคนไม่เอาไหน ไม่รู้จักรับผิดชอบ เจอปัญหาก็คอยแต่จะวิ่งหาแม่ เพื่อให้แม่คิดและตัดสินใจให้
 
          เป็นอาการเดียวกับวิ่งหาพ่อ เชื่อว่าทุกปัญหาต้องให้พ่อเท่านั้นตัดสิน เพียงแต่ความเคยชินในสังคมไทยที่ชายเป็นใหญ่ ภาพลักษณ์พ่อตามขนบจึงเป็นภาพของคนเก่ง มีสติปัญญา ไม่ใช่ภาพของผู้เสียสละยอมทุกอย่างเพื่อลูกเหมือนอย่างแม่
 
          เราที่พอใจกับภาพลักษณ์แม่และพ่อตามขนบ มักไม่ค่อยได้คิดจริงจังว่า ถ้าแม่และพ่อเอาแต่รักสงสารลูกแบบฟูมฟักฟูมฟายว่า โถ มันยากลำบาก ลูกยังไม่พร้อมหรอก คงทำเองไม่ได้ ลูกคนนั้นของพ่อแม่ย่อมโตเป็นคนไม่มีคุณภาพ ทำให้แม่หรือพ่อต้องแบกลูกไปตลอดกาล ทั้งๆ ที่ลูกอยู่ในวัยแข็งแรงควรแบกแม่พ่อมากกว่า แต่การคิดอะไรจริงจังนัก มันก็ไม่ดราม่า ไม่เร้าใจ ไม่ตรงตามลักษณะนิสัยคนไทยชอบดราม่า
 
          จะว่าไป วัตถุประสงค์ของวันแม่ตั้งแต่ดั้งเดิมมา ก็ไม่ใช่เพื่อให้นึกถึงแม่ว่าช่างเสียสละจนน่าสงสาร แต่เพื่อนึกถึงแม่ในแง่ของผู้หญิงที่มีความสำคัญอย่างมากในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เพราะเป็นผู้สร้างคน  แน่นอนว่าพ่อมีความสำคัญมากต่อลูกเช่นเดียวกับแม่ แต่แม่มีบทบาทใกล้ชิดลูกทางกายภาพมากกว่า จึงอยู่ในสถานะผู้กล่อมเกลาอุปนิสัยใจคอของลูกตั้งแต่แรกเกิดจนเติบโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
          ทั่วโลกให้ความสำคัญกับแม่ แต่ก็มิได้มีวันแม่สากลเหมือนอย่างวันสตรีสากล เพราะพวกแม่ๆ คงมัวแต่เลี้ยงลูก ไม่เคยได้ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิอะไรของแม่ หลายประเทศมีวันแม่ และหลายประเทศไม่มีวันแม่ มีแต่วันเฉลิมฉลองเทพีสำคัญต่างๆ หรือยกความสำคัญของแม่ไปรวมไว้ในหมวดสตรีสากล ซึ่งนับว่าเข้าท่าไม่น้อย เพราะแม่ก็คือสตรี           

          สำหรับประเทศไทยเรานั้น ในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้นิยมให้ไทยทันสมัยเหมือนประเทศตะวันตก สนับสนุนให้มีการจัดวันแม่ และก็มีหน่วยงานต่างๆ รับช่วงจัดงานวันแม่ เพียงแต่เมื่อนับจาก พ.ศ.2486 ในยุคจอมพล ป. จนถึง พ.ศ. 2515 ในยุคจอมพลถนอม กิตติขจร งานวันแม่จัดกันแบบกระพร่องกระแพร่งไม่ต่อเนื่อง เป็นวันที่ 10 มีนาคมบ้าง 15 เมษายนบ้าง และ 4 ตุลาคมบ้าง จนถึง พ.ศ.2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงกำหนดให้วันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ พร้อมกับกำหนดให้ดอกมะลิ เป็นดอกไม้สัญลักษณ์วันแม่         

          วันแม่จึงมีความต่อเนื่องนับแต่นั้น และคนไทยก็ได้อาชีพใหม่ ทำผลิตภัณฑ์ดอกมะลิขายในวันแม่
.......................................
(หมายเหตุ วันแม่ : คอลัมน์ พริกกะเกลือ โดย... นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ nitny@nationgroup.com <https://www.facebook.com/NithinandY>)