น้องๆ ที่ออฟฟิศกระตือรือร้นกันมาก เมื่อบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหรือ บลจ. ที่ทำหน้าที่ดูแล “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ส่งเอกสารรายงานผลการดำเนินงานของกองทุนมาให้ บางคนก็เอามาเปรียบเทียบกัน เพื่อจะดูว่า สิ่งที่ตัวเองเลือกลงทุนไปก่อนหน้านี้ แบบไหนให้ผลตอบแทนมากกว่าหรือน้อยกว่า
พอเห็นว่า ผลตอบแทนโดยรวมมากกว่ากัน 3 บาท (ซึ่งไม่สามารถคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้เพราะน้อยเหลือเกิน) ก็ดีใจกริ๊ดกร๊าดกันลั่น
ไม่ได้ตามไปขอดูว่า น้องคนที่ได้ผลตอบแทนมากกว่านั้น เลือกแผนลงทุนแบบไหน แต่เข้าใจว่า น่าจะเลือกแผนที่ลงทุนเฉพาะตราสารหนี้และหุ้น ส่วนคนที่ได้ผลตอบแทนน้อยกว่า น่าจะเลือกแผนที่ลงทุนในตราสารหนี้ หุ้นและทองคำ
นึกย้อนถึงวันแรกที่บริษัทตกลงใจตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับพนักงาน ท่ามกลางความมึนงงของหลายคนที่ไม่รู้จักกองทุนนี้มาก่อน จนเมื่อตั้งโต๊ะอธิบายกันเป็นเรื่องเป็นราวนั่นแหละ ทุกคนถึงพร้อมใจกันเข้าระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดย “สมัครใจ”
ใช่แล้ว ! กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการออมภาคสมัครใจ ที่ใครจะเข้าร่วมก็ได้หรือไม่เข้าร่วมก็ได้ แตกต่างจากกองทุนประกันสังคมที่เป็นภาคบังคับที่ผู้ประกันตนทุกคนต้องเข้าร่วม แบบที่หลายคนไม่เต็มใจนัก เพราะโดนหักเงินส่งกองทุนประกันสังคมมาหลายปีดีดัก แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างชัดเจน ยกเว้นเวลาป่วย (ที่บ่นกันมาตลอดว่า ประกันสังคมไม่ช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้นมากนัก) และเวลาคลอดลูก
ที่บอกว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการออมภาคสมัครใจ ก็เพราะว่า ลูกจ้างในบริษัทที่มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะเข้าสู่ระบบก็ได้ หรือไม่เข้าก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ที่พบมา ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่ ถ้าลองว่าจัดตั้งกองทุนขึ้นแล้ว พนักงานก็มักจะเข้าสู่ระบบกันทั้งนั้น เพราะดูๆ ไป การเข้าระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็ล้วนเอื้อประโยชน์ให้กับลูกจ้างและพนักงานทั้งนั้น
เนื่องจากกลไกการทำงานของกองทุนนี้ จะใช้วิธีหักเงินเดือนของลูกจ้างในแต่ละเดือน เพื่อนำเงินส่งเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ไม่ได้จบแค่นั้น เพราะเงินที่เข้ากองทุน นอกเหนือจากส่วนของลูกจ้างแล้ว ยังมีส่วนของนายจ้างที่จ่ายสมทบให้ในอัตราที่เท่ากัน ก่อนที่ บลจ.ที่เราเลือกให้เป็นผู้บริหารกองทุน จะนำเงินก้อนนี้ไปบริหารจัดการลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทน ซึ่งในอดีตนั้น แผนการลงทุนของแต่ละบริษัทจะเป็นแผนเดียวกัน จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงให้นำระบบ Employees Choices มาใช้ เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานแต่ละคนมีสิทธิ์เลือกรูปแบบการลงทุนของตัวเอง
ก็เพราะแบบนี้แหละค่ะ ที่ทำให้น้องๆ ที่ออฟฟิศถึงกับต้องลงทุนนำเอกสารที่ได้รับจาก บลจ.มาเปรียบเทียบกันว่า ของใครเจ๋งกว่ากัน
จริงๆ แล้วยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุนและเงื่อนไขในการออกจากกองทุน เพื่อรับเงินออมที่ถูกหักไว้ทุกเดือน พร้อมดอกผลจากการนำเงินไปลงทุน ซึ่งถ้าใครสนใจก็คงต้องหารายละเอียดเพิ่มเติม แต่ที่จะตั้งเป็นข้อสังเกตสำหรับ “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ในวันนี้ ก็อยู่ที่อยากชี้ให้เห็นว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นเหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีวินัยทางการเงินอย่างมาก
เพราะในขณะที่หลายๆ คนตั้งเป้าว่า ทันทีที่เงินเดือนออก จะหักเงิน 10% เพื่อออม ส่วนที่เหลือเอาไว้ใช้จ่ายนั้น ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นว่า พอเงินเดือนออกปุ๊บ ก็หมดไปกับความบันเทิงความฟุ่มเฟือยส่วนตัว จนทำให้เงิน 10% ที่ตั้งท่าเสียดิบดีว่าจะหักเป็นเงินออมสูญสลายไปในพริบตา
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพช่วยแก้ปัญหานี้ได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แม้ว่าเงินออมที่ถูกหักจะไม่มากนัก แค่ 3% หรือ 5% (เพราะนายจ้างไม่ยอมให้หักมากกว่านี้ ด้วยเหตุที่ตัวเองก็ต้องสมทบในจำนวนที่เท่ากัน) แต่ก็ดีกว่าไม่เคยมีการออมเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียวเกิดขึ้นเลย
ไม่รู้ว่า เป็นเพราะผลศึกษาล่าสุดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือเปล่า ทำให้มีความพยายามในการผลักดันให้ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” เป็นการออมภาคบังคับ แทนที่จะปล่อยให้ลูกจ้างสมัครใจต่อไป
เป็นผลศึกษาเรื่อง "ทำอย่างไรให้กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ ตอบโจทย์การออมระยะยาวของคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ?" ที่ระบุว่า ปัจจุบันสัดส่วนการออมเพื่อเกษียณอายุของประเทศไทยยังค่อนข้างต่ำประมาณ 18% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเท่านั้น เทียบกับสิงคโปร์ซึ่งอยู่ที่ 61% และมาเลเซียซึ่งอยู่ที่ 70%
ทำให้ล่าสุดสมาคมบริษัทจัดการลงทุนได้เสนอการจัดตั้ง “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ" ภาคบังคับไปให้ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พิจารณาอีกครั้ง โดยคุณหรรสา สุสายัณห์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับและกองทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง ในฐานะอุปนายกและประธานกลุ่มธุรกิจ“กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ" สมาคมบริษัทจัดการลงทุน บอกว่า เรื่องนี้มีการศึกษากันมานานแล้วและสามารถนำมาสู่การปฏิบัติได้ ซึ่งทาง สศค.เองก็เห็นด้วยและจะมีการนำข้อมูลที่เคยศึกษาในอดีตกลับมาดูอีกครั้งหนึ่ง
“ปัจจุบันคนที่อยู่ในระบบการออมของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับมีรวมกันประมาณ 3 ล้านคน ส่วนอีก 27 ล้านคนยังไม่มีระบบการออมเพื่อเกษียณอายุรองรับ ซึ่งต่อไปก็จะกลายเป็นภาระของภาครัฐในอนาคตอีกเช่นกัน ดังนั้น ภาครัฐจึงควรมีส่วนสนับสนุนให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับเกิดขึ้น โดยต้องทำให้นายจ้างไม่รู้สึกว่าเป็นภาระของเขามากเกินไป”
ในแง่ของนโยบาย ในแง่ของการสนับสนุนของภาครัฐก็ต้องปล่อยให้ว่าไปตามกลไก แต่ในแง่ของคนที่อยู่ในระบบ “เงินเดือน” ต้องย้ำตรงนี้อีกครั้งว่า สำหรับใครที่บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ได้โปรดหันกลับไปมอง แล้วใช้ประโยชน์จากมันอย่างเต็มที่
เพราะถ้าพูดกันอย่างบ้านๆ แล้ว ต้องบอกว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพช่วยแก้ปัญหา “ท่าดี ทีเหลว” สำหรับคนไม่มีวินัยทางการเงินได้อย่างเห็นผลจริงๆ
.....................................................
(แก้ปัญหา'ท่าดี แต่ทีเหลว' : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล k_wuttikul@hotmail.com )