กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้เผยรายงานประจำปีว่าเมื่อปีที่แล้ว จำนวนของการก่อการร้ายทั่วทุกมุมโลกได้ลดลง 11.6 เปอร์เซ็นต์เหลือแค่ 10,283 ครั้งจาก 11,641 ครั้งเมื่อปีก่อนหน้า ถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี โดยภูมิภาคที่ยังคงมีการก่อการร้ายมากที่สุดก็คือแถบตะวันออกกลางและเอเชียใต้ เฉพาะที่อัฟกานิสถาน อิรัก และปากีสถาน เพียง 3 ประเทศก็ทำลายสถิติการก่อการร้ายมากที่สุดคิดเป็น 64 เปอร์เซ็นต์ของการก่อการร้ายทั่วโลก ในรายงานประจำปีของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยังเผยด้วยว่าจำนวนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการก่อการร้ายได้ลดลงราว 5 เปอร์เซ็นต์จาก 13,393 รายเมื่อปี 2553 เหลือ 12,533 รายเมื่อปีที่แล้ว
รายงานประจำปีชิ้นนี้มีขึ้นในช่วงที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2012 ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม-12 สิงหาคม ซึ่งทางการได้จัดวางมาตรการป้องกันการก่อการร้ายไว้เป็นอย่างดีเพราะไม่ต้องการให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนกับคราวที่ตกเป็นเหยื่อการก่อการร้ายที่มุ่งทำลายระบบขนส่งมวลชนและระบบรถไฟใต้ดินในลอนดอนเมื่อปี 2548 ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่าครึ่งร้อย บาดเจ็บอีกกว่า 700 คน โดยรัฐบาลได้เตือนประชาชนให้อยู่ห่างจากกรุงลอนดอน และสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับโอลิมปิก พร้อมกับแนะนำให้ข้าราชการหลายแสนคนทำงานที่บ้านแทน เป็นเหตุให้สถานที่ราชการและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง รวมไปถึงอาคารร้านค้า โรงภาพยนตร์ และธุรกิจหลายแห่งกลายเป็นดินแดนร้าง เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะไปร่วมชมโอลิมปิกพลอยหดหายตามไปด้วยถึง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศยังต่ำกว่าเป้าที่วางไว้มากจากขณะนี้ที่ยังไม่ฟื้นตัวจากวิกฤติหนี้สาธารณะที่ลามไปทั่วยุโรป แต่รัฐบาลอังกฤษก็ยืนกรานไม่ยอมผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดลงแต่อย่างใด เพื่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตของทุกคน ได้แต่ตั้งความหวังว่าตลอดช่วง 4 ปีข้างหน้าหลังประสบความสำเร็จในการจัดโอลิมปิก คงจะมีเม็ดเงินลงทุนทางเศรษฐกิจเข้าประเทศราว 1.3 หมื่นล้านปอนด์ โดยบางส่วนมาจากการท่องเที่ยว แม้ว่านักวิเคราะห์อิสระหลายคนเตือนว่าอาจจะไม่เป็นไปตามที่หวังไว้
นโยบายของรัฐบาลอังกฤษที่ยึดมั่นความปลอดภัยของประชาชนมาก่อนเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวในช่วงมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2012 กลับตาลปัตรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของไทยในขณะนี้ ซึ่งกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ได้ก่อความไม่สงบติดๆ กันในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยไม่คำนึงว่าอยู่ในช่วงเทศกาลถือศีลอดรอมฎอน และช่วงเทศกาลเข้าพรรษาที่คาบเกี่ยวกันพอดี ทำให้ทหาร ตำรวจ และพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมาก แต่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้องยังคงทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่ตื่นตัวที่จะเร่งแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น ซึ่งเท่ากับปล่อยให้เกิดความสูญเสียตามมาไม่มีที่สิ้นสุด