ยิงชาวมายอดับขณะไป'ละหมาด'

คนร้ายซุ่มยิงชาวบ้านเสียชีวิต 1 รายขณะเดินทางไปละหมาด นอภ.มายอ หารือครู -ผู้ปกครองเร่งหาสถานที่เรียนชั่วคราวให้เด็กโรงเรียนบ้านกูวิง หลังคนร้ายลอบเผาโรงเรียนวอด “อดีตรมช.มท.”ซัด “นโยบายแก้ไฟใต้เหลว-ไร้ยุทธศาสตร์”

                    เมื่อเวลา 03.30 น.วันที่ 2 ส.ค.พ.ต.อ.กองอรรถ สุวรรณขำ ผกก.สภ.มายอ ได้รับแจ้งกิดเหตุยิงกันที่บ้านมาหยอ หมู่ที่ 2 ต.มายอ อ.มายอ จ.ปัตตานี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายฮามะ ดอมิ อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 151 บ้านมาหยอ หมู่ที่ 2 ต.มายอ อ.มายอ จ.ปัตตานี จากการสอบสวนทราบว่าก่อนเกิดเหตุขณะที่นายฮามะเดินทางออกจากบ้านพักเพื่อจะไปละหมาดมัสยิดใกล้บ้านแต่ระหว่างทางได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธปืนสั้นไม่ทราบขนาด ซุ่มยิงถูกนายฮามะกระสุนเจาะบริเวณลำตัวรวม 2 นัด ทำให้เสียชีวิตดังกล่าวง ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนว่าเป็นเรื่องของการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่หรือความขัดแย้งส่วนตัว

 

แฉถล่มทหาร4ศพ-รร.ซี.เอส.ฝีมือคนรุ่นใหม่

              นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี บอกว่า การก่อเหตุความรุนแรงในเดือนรอมฎอนถือว่า เป็นการทำผิดหลักศาสนา เพราะศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง คือ ต้องการให้มุสลิมทุกคนทำความดี การฆ่าคนแค่คนเดียวก็ถือว่าเป็นบาปอันสูงสุดในเดือนแห่งความดีงามนี้

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยความมั่นคงในพื้นที่ ได้ระบุว่า ในการก่อเหตุในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ทั้งการลอบยิงทหารเสียชีวิต 4 ศพ ,การวางระเบิดหลังโรงแรมซี.เอส. เป็นการกระทำของกลุ่มคนร้าย ที่มีการรวมกลุ่มหรือที่เรียกว่าสนธิกำลังจากจังหวัดใกล้เคียง ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และมีกำลังจาก จังหวัดสงขลาบางส่วน มาร่วมก่อเหตุ และเป็นบุคคลรุ่นใหม่ ที่ยังไม่มีชื่อในสารบบ ทำให้ยากในการติดตามว่าเป็นบุคคลใด ประกอบกับ มีการซ่องสุมกำลังหลายพื้นที่
   
              อย่างไรก็ตาม การก่อเหตุในพื้นที่โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี เป็นเขตเคลื่อนไหวของกลุ่มนายมะซอเร ดือามมะ แต่ยังระบุไม่ได้ว่าเป็นกลุ่มไหน เนื่องจากคนร้ายมีการเปลี่ยนแปลงในการทำงาน


เร่งหาสถานที่เรียนชั่วคราวเด็กโรงเรียนบ้านกูวิง

                  เมื่อเวลา 09.00 น. พ.ต.อ.จันที แจ่มจันทร์ ผกก.กองพิสูจน์หลักฐาน จ.ยะลา พร้อม พ.ต.ท.มานิตย์ ปานทอง หัวหน้าชุดพิสูจน์หลักฐาน จ.ปัตตานี และ ร.ต.ต.สุรศักดิ์ ศิริพันธ์ หัวหน้าหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด ตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เหตุเพลิงไหม้อาคารเรียนโรงเรียนบ้านกูวิง ม.1 ต.สาคอใต้ อ.มายอ .จ.ปัตตานี ซึ่งได้ถูกคนร้ายลอบวางเพลิงอาคารเรียนเมื่อเวลา 19.15 น.ของคืนวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา
   
                  โดยบรรยากาศที่โรงเรียนบ้านกูวิง ได้มีเด็กนักเรียน และครู เข้ามายังโรงเรียน เพื่อดูอาคารเรียนที่ถูกลอบวางเพลิง จากการตรวจสอบขอเจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐาน พบว่า อาคารเรียนที่เสียหายเป็นอาคารเรียนไม้ 2 ชั้น 8 ห้องเรียน เป็นอาคารเรียนของเด็กนักเรียนชั้น อนุบาล - ประถมศึกษาปีที่ 4 ถูกไฟไหม้ได้รับความเสียหายทั้งหลัง รวมทั้งอุปกรณ์การเรียน โต๊ะนักเรียนได้รับความเสียหาย
   
                  จากการสอบสวนทราบว่า ในช่วงที่เกิดเหตุ เป็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ ที่ดูแลรักษาความปลอดภัยโรงเรียน ไปละหมาด ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบเข้ามาทางรั้วด้านข้างอาคารเรียนและได้ใช้น้ำมันเบนซิน ราดและจุดไฟลอบวางเพลิงอาคารเรียนก่อนจะหลบหนีไป
   
                  ผู้สื่อข่าวปัตตานี รายงานว่าเนื่องจากโรงเรียนปิดโดยจะเปิดเรียนในวันจันทร์ที่ 6 ส.ค.ศกนี้ ซึ่งอาจจะไม่มีที่เรียน โดยล่าสุดนายพิศาล อาแว นายอำเภอมายอ จ.ปัตตานี ได้ประชุมกับผู้อำนวยการโรงเรียน และ องต์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อจัดที่เรียนให้เด็กนักเรียนสามารถเรียนได้ในวันที่โรงเรียนเปิด โดยให้นำเต็นท์มาว่างก่อนชั่วคราว และหาโต๊ะเก้าอี้ หรือ ร่วมกับชาวบ้าน ซื้อไม้และสังกะสีมาทำหลังคาเพื่อเป็นอาคารเรียนชั่วคราว จากนั้นทำเรื่องของบประมาณในการสร้างอาคารต่อไป



ตรึงเข้ม4อำเภอสงขลารอยต่อ3จว.ใต้สกัดคาร์บอมบ์


                  นายกฤษฎา บุญราช  ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่าหลังจากมีข้อมูลรถยนต์ที่คนร้ายได้นำไปประกอบวัตถุระเบิดเพื่อเตรียมก่อเหตุในพื้นที่เป้าหมาย จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในจังหวัดเปิดปฏิบัติการเพิ่มจุดตรวจ และเฝ้าระวังยานพาหนะต้องสงสัยอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะการสกัดกั้นบริเวณเส้นทางรอยต่อระหว่างอำเภอ 4 แห่ง ประกอบด้วย อ.จะนะ  เทพา นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย เพื่อไม่ให้เล็ดรอดเข้ามายัง อ.หาดใหญ่ได้

                  “ขณะนี้ต้องสงสัยตามที่มีข้อมูลแข้งเตือนจากหน่วยข่าวฝ่ายความมั่นคง เราได้ติดตามหาเบาะแสอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญเส้นทางเข้าสู่หาดใหญ่ทุกจุดได้เพิ่มและเสริมด่านตรวจชนิดเอ็กซเรย์ยานพาหนะเป้าหมายชนิดละเอียดยิบเพื่อป้องกันการลอบเข้ามาสร้างสถานการณ์”นายกฤษฎา กล่าว

    ด้านพล.ต.นพวงศ์ สุรวิชัย ผบ.ฉก.สงขลา ซึ่งดูแลพื้นที่4อำเภอสงขลา (จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) กล่าวว่า ขณะนี้ได้เจ้าหน้าที่ได้ประจำการด่านตรวจเส้นทางรอยต่อสำคัญของพื้นที่สงขลากับ3จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอด24ชั่วโมง ควบคู่กับการสืบเสาะหาข่าวสารเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของผู้ไม่หวังดีที่พยายามหาช่องทางในการแทรกซึมและนำยานพาหนะเข้ามาสร้างสถานการณ์


                  ผบ.ฉก.สงขลา  กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้จัดชุดตรวจสอบพื้นที่เขตรอยต่อเส้นทางระหว่างอำเภอ4สงขลา โดยเฉพาะอำเภอเทพ และสะบ้าย้อย ซึ่งมีพื้นที่แนวเทือกเขาเชื่อมต่อกับบางอำเภอในจังหวัดยะลา ที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีมักใช้เป็นเส้นทางเคลื่อนไหว ดังนั้นมีการติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่ต้องจับตาและเฝ้าระวังเพื่อไม่ให้มีโอกาสเคลื่อนไหวสร้างสถานการณ์ได้

                  นอกจากนี้ยังมีการสนธิกำลังออกลาดตระเวณในพื้นที่ต่างๆ เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยพร้อมทั้งจัดชุดมวลชนลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนเพื่อร่วมมือกันทำงานในด้านการเมือง ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านคอยรายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวต่างๆในชุมชนของตัวเองเพื่อร่วมกันเฝ้าระแวดระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด




“อดีตรมช.มท.”ซัด “นโยบายแก้ไฟใต้เหลว-ไร้ยุทธศาสตร์”



                  เมื่อเวลา 12.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคใต้ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบดูแลแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ แถลงถึงสถานการณ์ปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ขอย้ำถึงนโยบายรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่แก้ไขปัญหานี้ล้มเหลวตลอด1 ปี ที่เข้ามาบริหารประเทศ เพราะรัฐบาลมีนโนบายที่สับสน ยุทธศาสตร์แก้ไขไม่ชัดเจน ไร้ความเป็นเอกภาพ

                  นายถาวร กล่าวว่า ตนขอเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาภาคใต้ 8 ข้อคือ 1.ยึดมั่นในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว“เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ซึ่งรัฐบาลนี้ไม่เคยใช้แนวทางนี้เลย 2.การใช้นโยบายการเมืองนำการทหาร และใช้นโนยบายแก้ปัญหาและพัฒนาให้ต่อเนื่องจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ “อย่าใช้นโยบายรัฐตำรวจหรือคิดแบบระบอบทักษิณ ที่ให้ สุกำพล ทำงานโดยให้ทักษิณสั่งการใช้นโยบายกำปั้นเหล็ก” 3.ยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา และใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่คงภายในราชอาณาจักรพ.ศ.2551โดยเฉพาะการดำเนินการตามมาตรา 21 เพื่อความสงบสุขในพื้นที่แทน 4.ยกเลิกการใช้กำลังทหารจากกองทัพภาคที่ 1ภาคที่ 2 ภาคที่ 3 กองทัพเรือ และกองทัพอากาศในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา และใช้กองกำลังจากกองทัพภาคที่ 4 รวมถึงกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง และกองกำลังประจำถิ่นแทน เพราะมีรมว.กลาโหมขี้ขลาดตาขาว ไม่กล้าลงพื้นที่เพื่อปลุกปลอบขวัญกำลังใจทหาร ข้าราชการในพื้นที่

                  นายถาวร กล่าวว่า 5. สนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา รับราชการและทำหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มากขึ้น รวมถึงการให้กองกำลังประจำถิ่นได้มีโอกาสก้าวหน้าในสายงานฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหารด้วย 6.ให้ ศอ.บต. เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนา การให้ความยุติธรรม เป็นธรรม การฟื้นฟู เยียวยาแก่ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดและ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา และให้รัฐบาลยกเลิกองค์กรหรือหน่วยงานที่รัฐบาล จัดตั้งขึ้นมาใหม่ 3-4 องค์กร

                  “โดยเฉพาะ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรุงเทพมหานคร ที่มีร.ต.อ.เฉลิม เป็นประธาน ซึ่งตนจะเรียกว่า “ศูนย์ขี้ขลาด ตาขาวและเอาเปรียบผู้ใต้บังคับบัญชา”ประเภทปากกล้าขาสั่นอย่างเฉลิม เคยลงไปดูแลปัญหาในภาคใต้หรือไม่ เพราะจะได้รู้ว่าคำสั่งต่างๆที่สั่งไปเคยถูกนำไปใช้ปฏิบัติหรือไม่ ชาวบ้านพอใจหรือไม่ เคยไปร่วมทุกข์ สุข กับผู้ใต้บังคับบัญชาหรือไม่ อย่างมัวแต่นั่งบนหอคอยงาช้างสั่งการอย่างเดียว” นายถาวร กล่าว

                  อดีตรมช.มหาดไทย กล่าวว่า 7.รัฐบาลควรจ่ายเงินเยียวยาให้พลเรือน ตำรวจ ทหาร และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ มากกว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ระหว่างปี 2548-2553 หรือคนที่เผาบ้านเผาเมือง ทั้งที่ทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ และ 8.คัดค้านการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษ หรือร่างพ.ร.บ.ปัตตานีมหานคร หรือคณะผู้บริหารจังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากมีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้(ศอ.บต.)เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาการให้ความยุติธรรม เป็นธรรม การฟื้นฟุ เยียวยาแก่ประชาชนในพื้นที่และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.)ดูแลด้านความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว โดยเริ่มที่เศรษฐกิจและทำความเข้าใจกับชาวบ้านก็พอ ขอให้เริ่มทำ

                  “การที่ร.ต.อ.เฉลิมจะเชิญพวกผมไปพบปะพูดคุยนั้น ไม่ต้องพบขอให้เอา 8 ข้อนี้ไปปฏิบัติแทน และกล้าลงพื้นที่ภาคใต้ อย่างอ้างว่าไปแล้วจะสร้างความเดือดร้อน ให้เจ้าหน้าที่มาต้อนรับ แล้วที่พวกคุณไปลงพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ข้าราชการเขามาต้อนรับไม่เดือดร้อนหรืออย่างไร ล่าสุดกำลังออกข่าวว่า ให้ระวังคนระดับวีไอพี จะถูกเด็ดหัว นี่เป็นการออกข่าวเพื่อแก้ตัว ไม่ต้องลงพื้นที่ เพราะกลัวตาย เกิดเป็นชายชาติทหาร อย่าเอาเปรียบผู้ใต้บังคับบัญชา อย่านั่งสั่งการให้ลงไป ผมเคยชวนส.ส.พรรคเพื่อไทยให้ลงพื้นที่3 จ. ชายแดนใต้ ช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรีดูแลปัญหานี้ หัวหดกันหมด ไม่มีใครไป ถ้าเมื่อไหร่คนรับผิดชอบฝ่ายนโยบายไม่ลงไปรับรู้ปัญหาร่วมกับฝ่ายปฏิบัติในพื้นที่ เหตุร้าย เหตุรุนแรงจะมีมากขึ้น ฉะนั้นอย่าอ้างเพื่อเลี่ยงการลงพื้นที่ภาคใต้” อดีตรมช.มหาดไทย กล่าว