อาชญากรรม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 1 สิงหาคม 2555

เห็นต่างประกาศ'เคอร์ฟิว'3จว.ใต้

ผู้นำศาสนายะลาไม่เห็นด้วยหากประกาศใช้ “เคอร์ฟิว” ในพื้นที่ 3 จว.ใต้ ประชาชนนราธิวาสเห็นด้วยขณะที่คนทำธุรกิจค้านเป็นอุปสรรค ผวจ.สงขลาสั่งทุกหน่วยเตรียมพร้อม เผยเฝ้าระวังรถยนต์6คันจาก3จังหวัด

 เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 1 สิงหาคม  ผู้ประกอบการค้ารายหนึ่งในพื้นที่ จ.ยะลา เปิดเผยว่า จากกรณีที่ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยจะมีการนำกฎหมายพิเศษมาใช้ในพื้นที่ เพื่อที่จะได้ควบคุมเหตุการณ์ความไม่สงบ จำกัดอิสระในการก่อเหตุของกลุ่มคนร้ายว่า  กฎหมายดังกล่าวอาจจะทำให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความไม่สะดวกในการเดินทางยามค่ำคืนนั้น ในส่วนของตนเองก็ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายพิเศษดังกล่าว เนื่องจากว่าจะทำให้คนในพื้นที่เกิดความรู้สึกลบกับการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ที่ไปจำกัดสิทธิพื้นฐานของประชาชนในพื้นที่

               "โดยเฉพาะในช่วงนี้ซึ่งอยู่ในช่วงถือศีลอดเดือนรอมฎอน พี่น้องชาวไทยมุสลิมก็จะต้องเดินทางไปประกอบพิธีทางศาสนา หากไม่ได้รับความสะดวกในการประกอบพิธี ก็อาจจะกลายเป็นเงื่อนไขในอนาคตได้ รวมทั้งคำพูดของรัฐมนตรีที่พูดกับสื่อว่าหากมีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษแล้ว ออกมาก็ซัดได้เลย คำพูดแบบนี้เป็นคำพูดที่ไม่สมควรออกจากปากของรัฐมนตรี เพราะอาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่านี้ก็เป็นไปได้" ผู้ประกอบการค้ารายเดิมกล่าว

 

นราธิวาสชาวบ้านเห็นด้วย-คนทำธุรกิจค้าน

               นายมะดารี มามะ ผู้นำศาสนาชุมชนยะกัง เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมีข้อดีและข้อเสีย ในความคิดของตนแล้วเห็นด้วยกับทุกกระบวนการที่จะนำมาใช้ เพื่อให้เกิดความสงบที่ยั่งยืน  แต่ก็เห็นใจผู้ประกอบการธุรกิจที่ต้องรับผลกระทบแบบเต็มๆ เพราะการประกาศเคอร์ฟิวส่วนใหญ่เป็นช่วงกลางคืน กิจการโรงแรม ห้องอาหารและการบริการต่างๆก็ต้องเจ๊งกันระนาว ผู้คนก็ไม่กล้าที่จะไปเที่ยวใช้บริการ แต่เชื่อได้หากใช้เคอร์ฟิว เหตุการณ์ร้ายที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะลดลงแน่ สิ่งสำคัญควรที่จะมีการเรียกตัวแทนผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาพูดคุยเพื่อปรึกษาหารือ มิเช่นนั้นผลกระทบจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้จะทรุดลงอย่างหนัก กว่าที่จะมีการประกาศใช้เคอร์ฟิว
          
               ด้านนายรพี โต๊ะลาลา เจ้าของแพปลาบาเร็ะฮีเล เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส กล่าวว่า ในส่วนของตนหากมีการประกาศใช้เคอร์ฟิวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คงได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน จึงไม่เห็นด้วย
          

 

ผวจ.สงขลาสั่งทุกหน่วยเตรียมพร้อม เผยเฝ้าระวังรถยนต์6คันจาก3จังหวัด

               นายเสรี พาณิชย์กุล นายอำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา เปิดเผย "ผู้สื่อข่าว" มาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่อ.หาดใหญ่ หลังคาร์บอมบ์ที่จังหวัดปัตตานีว่า มีการสนธิกำลังกันระหว่างทุกหน่วย ตำรวจ ปกครอง ทหาร โดยเฉพาะการจัดจัดชุดลาดตระเวนพิเศษขึ้นมา เพื่อลาดตระเวนและตั้งด่านลอยรอบพื้นที่เข้า-ออก เมืองหาดใหญ่  โดยจะเน้นในหนักในช่วงวันหยุด 4 วัน ทางผู้ว่าราชการจังหวัดยังขอความร่วมมือเครือข่ายวิทยุเครื่องแดง ให้มาช่วยเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบยานพาหนะที่เข้ามาในพื้นที่  ซึ่งล่าสุดก็มีการแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังรถยนต์จากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จะเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ประมาณ 5-6 คัน

 

โฆษกสตช.ยันผบ.ตร.-ว่าที่ให้ความสำคัญ

               พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก สตช.แถลงข่าวประจำสัปดาห์ว่า ขณะนี้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร.และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รอง ผบ.ตร.ได้เน้นย้ำให้ความสำคัญเรื่องการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจากเหตุการณ์ระเบิดเมื่อคืนวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตรวจค้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาหลักฐานต่างๆ รวมถึงประสานงานควบคู่ไปกับ กอ.รมน.ภาค4 และกองทัพภาคที่ 4 รวมถึงกระทรวงมหาดไทยอย่างใกล้ชิด
 


แม่ทัพภาคที่4-เลขาฯศอ.บต.รร.ปัตตานี

              เมื่อเวลา 16.20 น.ที่โรงแรมซี.เอส.ปัตตานที่ ที่เกิดเหตุคาร์บอมบ์   พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4  พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ประธานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี  ได้เดินทางมาเยี่ยมและให้กำลังใจให้กับ นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล สว.ปัตตานี  ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมดังกล่าว
 
              พล.ท.อุดมชัย กล่าวว่า เป็นภาระหน้าที่ของพลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่ต้องดูแล พยายามทำเต็มที่สุดความสามารถ ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่พร้อมที่จะทำให้ เกิดความสงบสุข ภายใต้หลักการหลักยุทธศาสตร์ ที่ยังคงดำรงไว้ ด้วยหลักกฏหมาย และจะใช้ความเข้มข้นในการปฏิบัติอย่างจริงจัง



หน่วยข่าวแจ้งเตือน”บุคคลวีไอพี”ระวังเป้าหมายโจรใต้

              พ.อ.หญิงศิริจันทร์  งาทอง รองโฆษกกองทัพบก แถลงผลการประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก(นขต.ทบ.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในการประชุมว่า ในที่ประชุมผบ.ทบ.ได้เล่าและแสดงความคิดเห็นกับผู้บังคับหน่วยได้รับทราบถึงการปปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผบ.ทบ.ได้กล่าวถึงการทำงานเพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า สถานการณ์เริ่มตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งกองทัพบกเข้าไปมีส่วนช่วยแก้ไขตั้งแต่เริ่ม โดยเป็นไปตามกรอบยุทธศาสตร์ และนโยบายตามกรอบกฎหมาย ซึ่งการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนต้องมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และหน่วยงานด้านความมั่นคงจะทำงานได้อย่างรวดเร็ว หากได้รับความร่วมมือจากประชาชน ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยในปัญหาชายแดนภาคใต้ และสั่งการให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม เข้ามาขับเคลื่อน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังติดตามการแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด

              “ปัญหาที่เกิดขึ้น ผบ.ทบ.ได้เล่าให้ผบ.หน่วยขึ้นตรงได้รับทราบว่า อาจจะไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นจะต้องขับเคลื่อนบูรณาการไปด้วยกัน ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ ทางผบ.หน่วยต้องชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการทำงาน และให้ผบ.หน่วยติดตามสถานการณ์และเรียนรู้ถึงบทเรียนที่เกิดขึ้นร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น   ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ทางผบ.ทบ.จะได้ประชุมร่วมกับผบ.หน่วย เพื่อเตรียมการทำงานให้สอดคล้องตามที่รัฐบาลได้กำหนดขึ้น โดยพล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รองผบ.ทบ.ที่ได้เข้าไปประชุมร่วมกับนายกฯเมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมาจะนำเนื้อหาสาระมาแจ้งให้หน่วยที่ปฏิบัติงานรับทราบ พร้อมกับหารือถึงการปฏิบัติที่จะสนับสนุนและสอดคล้องกับแนวทางการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการที่นายกฯตั้งขึ้น ซึ่งคาดว่า 1-2 วันจะมีความชัดเจน ทั้งนี้เหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความสนใจเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ทำงาน โดยต้องนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งหน่วยที่เกิดเหตุและหน่วยที่จะลงไปปฏิบัติงาน รวมถึงหน่วยสนับสนุน แต่สิ่งสำคัญ  การแก้ไขปัญหาต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก เราไม่สามารถปฏิบัตินอกเหนือจากนี้ได้”พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าว

              ผู้สื่อข่าวถามถึงความเป็นไปได้ในการประกาศเคอร์ฟิวเพื่อแก้ปัญหาภาคใต้ พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า เรื่องการใช้ชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผบ.ทบ.ระบุว่า ที่ผ่านมา เราพยายามให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ได้ตั้งกฎเกณฑ์ หรือห้ามเข้า ห้ามออก ห้ามการจราจร ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐตั้งใจทำอย่างเต็มที่เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ถ้าจะต้องปรับเปลี่ยนและเกิดความไม่สะดวกกับประชาชน คงเป็นเรื่องลำดับหลังๆที่เราจะคิด เรายังคงดำรงการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเหมือนเดิม แต่เจ้าหน้าที่ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติในทุกเรื่อง สิ่งหนึ่งที่ผบ.ทบ.กำชับ คือ ให้หน่วยที่เกี่ยวข้องสั่งให้กำลังพลระมัดระวังใส่ใจเป็นพิเศษ ถือเป็นสิ่งที่เป็นมาตรฐานในการปฏิบัติ และต้องให้ความรู้กำลังพล และให้ระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดความสุญเสีย

              เมื่อถามว่า ต้องปรับยุทธวิธีหรือไม่ พ.อ.ศิริจันทร์ กล่าวว่า ในที่ประชุมไม่ได้พูดถึงในรายละเอียด แม้แม่ทัพภาคที่ 4 ไม่ได้มาร่วมประชุม แต่ผบ.ทบ.ให้แม่ทัพภาคที่ 4 อยู่ในพื้นที่เพื่อกำกับการดูแลการปฏิบัติงานในพื้นที่ ส่วนจะปรับยุทธวิธีหรือไม่นั้น จะเป็นไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องปรับให้สอดคล้องกับความเป็นอยู่ของประชาชน ขณะนี้ยังคงปฏิบัติตามกรอบยุทธศาสตร์และยุทธวิธีตามที่รัฐบาล กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และกอ.รมน.ได้วางไว้ ทั้งนี้ผบ.ทบ.ไม่ได้มีการประเมินสถานการณ์ภาคใต้ แต่เจ้าหน้าที่ด้านการข่าวได้ประเมินแนวโน้มของสถานการณ์ว่า อาจจะต้องมีความสุ่มเสียงเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐมากยิ่งขึ้นจึงต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องการสร้างความปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่ผบ.ทบ.สั่งให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการ โดยร่วมมือกับหน่วยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา วิจัย และพัฒนา กรมวิทยาศาสร์ กระทรวงกลาโหมในการนำอุปกรณ์จากการวิจัยมาเป็นเครื่องมือในการทำงานหรือตรวจวัตถุระเบิด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีหน่วยงาน 3-4 หน่วยงานที่มาบรรยายให้ที่ประชุมได้รับฟังด้วย

              รายงานข่าวแจ้งว่า ในที่ประชุมนขต.ทบ. หน่วยงานทางด้านการข่าวได้มีการแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ทหารให้มีความระมัดระวังต่อการก่อเหตุจากผู้ก่อความไม่สงบ เพราะขณะนี้เจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ที่จะไปร่วมกิจกรรม บุคคลสำคัญ บุคคลสาธารณะในพื้นที่ ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายในการก่อเหตุ ทั้งนี้ภายหลังจากการประชุมนขต.ทบ.ทางผบ.ทบ.ประชุมพันธกิจร่วมกับกอ.รมน.เกี่ยวกับการตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตตรี ซึ่งขณะนี้ทางกองทัพบกได้ให้รัฐบาลเลือก 1 ใน 3 สถานที่ คือ ทำเนียบรัฐบาล กองทัพบก และกอ.รมน. เพื่อจัดเป็นที่ตั้งของศูนย์ปฏิบัติการ โดยจะมีพล.อ.ยุทธศักดิ์  ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง เป็นผอ.ศูนย์ นายยงยุทธ  วิชัยดิษฐ์ รมว.มหาดไทย  กับร.ต.อ.เฉลิม  อยู่บำรุง รองนายกฯ เป็นที่ปรึกษาศูนย์  โดยมี รมว.กลาโหม ปลัดกลาโหม และผบ.เหล่าทัพเป็นรองผอ.ศูนย์ และเสธ.ทบ.เป็นเลขานุการศูนย์

              โดยศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่ในการติดตามสถานการณ์และรายงานตรงต่อผอ.ศูนย์และนายกรัฐมนตรี  รวมถึงอำนวยการแก้ไขสถานการณ์เบื้องต้น สำหรับการประกาศเคอร์ฟิว หรือการห้ามประชาชนเข้า-ออกจากเคหสถานในเวลากลางคืนนั้น เป็นข้อเสนอของกอ.รมน.ที่จะใช้บางมาตราของพระราชกำหนดบริหารรราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก.ฉุกเฉิน ) โดยจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบเร็วๆนี้ โดยจะกำหนดเป็นกรอบกว้างๆ เน้นพื้นที่ที่เป็นเส้นทางย่อย เส้นทางลัด พื้นที่ที่ผู้ก่อเหตุสามารถหลบหนีได้ โดยรายละเอียดเส้นทางจะให้ทางกองทัพภาคที่ 4 ไปจัดทำแผนมา ซึ่งมีหลายร้อยเส้นทาง หากครม.เห็นชอบ คาดว่า จะให้แม่ทัพภาคที่ 4 ประกาศใช้ได้ภายหลังจบเดือนรอมฎอน