31 ก.ค.55 เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดี หมายเลขดำ อ.1886/2553 ที่นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย และนายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย เป็นจำเลยที่ 1 - 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328
โดยโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.53 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.53 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันให้ข่าว แก่ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนอื่นๆ โดยอ้างว่า โจทก์ให้ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าพบเป็นการส่วนตัว ในระหว่างที่มีการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ และกล่าวหาว่าโจทก์ประพฤติตนไม่เหมาะสม ไม่น่าเชื่อถือ ขัดต่อจริยธรรมของตุลาการ ขาดความยุติธรรม และขาดความเป็นกลาง อันเป็นเหตุทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังฯ เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์ - จำเลย นำสืบหักล้างกันแล้ว เห็นว่าการที่จำเลยทั้งสองกล่าวหาโจทก์ดังกล่าว เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เมื่อโจทก์ทำหน้าที่เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ และเคยเป็นอดีตผู้พิพากษามาเป็นเวลานาน ย่อมต้องมีความเป็นธรรม และเป็นกลาง ซึ่งถือเป็นหน้าที่สำคัญของอาชีพ
การที่จำเลยทั้งสองแถลงข่าว ย่อมเล็งเห็นผลจากการแถลงข่าวผ่านสื่อมวลชนว่า โจทก์จะต้องได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ข้อความของโจทก์ทั้งสองที่แถลงข่าว ย่อมทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า โจทก์แอบนัดพบกับคู่ความ วางตัวไม่เป็นกลาง ขาดความยุติธรรม จำเลยทั้งสองมีการศึกษาสูง และมีประสบการณ์ทางการเมืองมานาน ซึ่งจำเลยต้องทราบและตระหนักดีอยู่แล้วว่าการกระทำดังกล่าวจะกระทบต่อชื่อเสียงของโจทก์ ขณะที่โจทก์ยืนยันว่า ในวันที่ 10 พ.ค.53 ตามที่จำเลยกล่าวอ้างนั้น โจทก์ไปทำงานที่ศาลรัฐธรรมนูญตามปกติ โดยไม่มีใครเข้าพบ นอกจากนี้โจทก์ยังมีพยาน เบิกความสนับสนุนสอดคล้องกัน ไม่พบข้อพิรุธสงสัยแต่อย่างใด
การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการกล่าวหาโดยที่ไม่มีมูลความจริงนั้น ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกล่าวการแถลงข่าว หาใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้อง
พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฟ้อง ให้จำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 50,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับโทษทางอาญามาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยทั้งสอง ร่วมกันเผยแพร่คำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มติชน และ กรุงเทพธุรกิจ เป็นเวลา 7 วันติดต่อกันซึ่งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายด้วย
ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายพร้อมพงศ์ นายเกียรติ์ศักดิ์ และทนายความ ยืนกอดให้กำลังใจกัน
ขณะที่ นายพร้อมพงศ์ จำเลยที่ 1 กล่าวว่า ขอน้อมรับในคำพิพากษา แต่จะขอใช้สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ให้ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยที่ตนถูกฟ้องคดีนี้สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบ
นายพร้อมพงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ยังกล่าวถึงกรณีที่ศาลอาญา หมายเรียกกลุ่มแกนนำ นปช.ที่เป็น สส.พรรคเพื่อไทย มาสอบถามหลังจากที่ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นให้พิจารณาถอนประกัน ในวันที่ 9 ส.ค.นี้เวลา 09.00 น. ว่า เชื่อว่าทุกคนจะสวามารถชี้แจงได้ และศาลจะให้ความเป็นธรรม ซึ่งตนไม่ขอออกความเห็นหากศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการประกันตัว