ความไว้เนื้อเชื่อใจของนายจ้างที่มีต่อลูกจ้างชาวเวียดนามปล่อยให้เดินเข้าออกภายในตึกแถวอย่างอิสรเสรี จนกระทั่งเห็นความเคลื่อนไหวด้านการเงินของนายจ้าง จึงตัดสินใจหาสมัครพรรคพวกเข้าปล้นทรัพย์และทำร้ายนายจ้างสาหัส!!
กลางดึกคืนวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นางอรทัย ทุงจันทร์ อายุ 42 ปี เจ้าของ หจก.ดีดีเค รอกการไฟฟ้า เลขที่ 45/2302-2303 ซอยดีเค 30 ถนนพระยามนธาตุ แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพฯ ถูกทำร้ายร่างกายบริเวณใบหน้าและท้ายทอยถูกตีด้วยของแข็ง พร้อมด้วยลูกสาววัย 10 ขวบ ถูกตีด้วยของแข็งบริเวณหางคิ้วซ้าย
หลังจากเจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุผ่านฟ้า หรือ 191 รับโทรศัพท์การแจ้งเหตุชิงทรัพย์ในอาคารดังกล่าว สายตรวจ สน.ท่าข้าม เจ้าของพื้นที่เข้าไปตรวจสอบและช่วยเหลือนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาล และจากการสอบตรวจภายในห้องพบร่องรอยการรื้อค้นข้าวของกระจัดกระจาย
ต่อมาช่วงเช้าของวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ต.อ.นครินทร์ สุคนธวิท ผกก.สน.ท่าข้าม และ ชุดสืบสวนตรวจสอบที่เกิดเหตุ เดินทางไปสอบปากคำนางอรทัยที่โรงพยาบาล และเหยื่อได้เผยถึงนาทีชีวิตที่ตกเป็นเหยื่อลูกจ้างโหดว่า เวลาประมาณเที่ยงคืน กำลังนอนอยู่กับลูกสาวภายในห้องนอนชั้น 3 ระหว่างนั้นรู้สึกตัวว่ามีใครเปิดประตูเข้ามาตอนแรกนึกว่าเป็นลูกชายอายุ 16 ปีเข้ามาหาภายในห้อง แต่ปรากฏว่าเห็นผู้ชายถือไม้ 1 คน แล้วมีผู้ชายถือมีดอีก 2 คน บุกเข้ามาในห้อง แล้วผู้ชายที่ถือไม้ก็ฟาดที่บริเวณแขนและหัวไหล่ด้านซ้าย 1 ครั้ง จากนั้นก็ถูกจับคว่ำหน้ากับที่นอน แล้วถูกชกบริเวณท้ายทอย กกหู และขมับหลายครั้งจนมึนงง ระหว่างที่ถูกทำร้ายร่างกายคนร้ายที่เข้ามาไม่ได้พูดภาษาไทย และคนร้ายรื้อสิ่งของภายในห้องนอนได้เงินสดไป 2 แสนบาท กับสร้อยคอทองคำรูปพรรณน้ำหนัก 2 บาท 1 เส้น
"ลูกสาวคนเล็กที่นอนอยู่ที่พื้นด้านล่างตื่นขึ้นมาแล้วเห็นเหตุการณ์ พยายามขึ้นมาหาบนเตียงนอน แต่คนร้ายใช้มือชกลูกสาวคนเล็กถึง 3 ครั้ง ระหว่างนั้นลูกสาวคนเล็กตะโกนว่าอย่าทำอะไรแม่ของหนู แต่จู่ๆ เสียงลูกสาวก็เงียบไป" นางอรทัยกล่าว
หลังจากคนร้ายออกจากห้องไป นางอรทัยรีบลุกไปดูลูกสาวคนเล็กด้วยความเป็นห่วง พยายามไปเขย่าตัวลูกสาวคนเล็ก จนกระทั่งได้ยินเสียงลูกสาวบอกว่า "หนูไม่เป็นอะไร" ทั้งที่ถูกชกบริเวณหัวคิ้วด้านซ้ายจนบวมปูด จากนั้นพยายามกระเสือกกระสนออกมาจากห้องขึ้นไปหาคนงานอีกคนที่นอนพักอาศัยอยู่ด้านบนให้ช่วยเหลือแล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ
นางอรทัย กล่าวอีกว่า ได้รับ "นายเบิร์ด" ชาวเวียดนาม อายุ 27 ปี มาทำงานได้ประมาณ 6-7 เดือน จ้างเดือนละ 7,000 กว่าบาท พร้อมกินอยู่แล้วมีที่พักให้บริเวณชั้นลอยระหว่างชั้น 1 และชั้น 2 ก่อนหน้านี้ คนงานชาวเวียดนามคนนี้ทำงานโรงงานเย็บผ้าแถวๆ ซอยกำนันแม้น ซึ่งเป็นของน้องชายสามี และคืนที่เกิดเหตุสามีไปทำธุระและบอกว่าจะกลับบ้านในช่วงเช้า
ด้าน พ.ต.อ.นครินทร์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมแล้ว เพื่อที่จะได้นำข้อมูลมารวบรวมเป็นหลักฐาน ขออนุญาตศาลพิจารณาออกหมายจับลูกจ้างชาวเวียดนามคือนายเบิร์ด ซึ่งหายตัวไปหลังจากเกิดเหตุ เบื้องต้นสั่งการให้ฝ่ายสืบสวน สน.ท่าข้าม ส่งรูปภาพของนายเบิร์ดไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ รวมถึงที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เพื่อป้องกันหลบหนีกลับประเทศ
"ลูกจ้างชาวเวียดนามคนนี้มีส่วนในการปล้นทรัพย์ครั้งนี้อย่างแน่นอน แล้วน่าจะชักชวนเพื่อนเข้ามาร่วมก่อเหตุ เบื้องต้นทราบข้อมูลจากผู้เสียหายว่าลูกจ้างคนนี้ น่าจะติดพนันบอลแล้วก่อหนี้สิน เพราะระยะหลังก่อนเกิดการปล้นทรัพย์ ลูกจ้างคนนี้พยายามขอเบิกเงินค่าแรงล่วงหน้าบ่อยครั้ง ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกเอะใจจึงให้เพื่อนร่วมงานในโรงงานลองสอบถามจนกระทั่งได้ความว่าแอบเล่นพนันบอลจนเป็นหนี้สิน" พ.ต.อ.นครินทร์กล่าว
ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงเกี่ยวกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันชาวเวียดนามบางคนลักลอบเข้ามาทำงานผ่านช่องทางตามตะเข็บชายแดนไทย ส่วนใหญ่ผ่านมาทางแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อเข้ามาค้าแรงงานผิดกฎหมาย หรือชาวเวียดนามบางคนใช้หนังสือเดินทางเข้ามาในประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยว โดยเข้ามาก่ออาชญากรรมสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนไทย โดยแก๊งชาวเวียดนามเรียกว่า "แก๊งเหงียน" มักก่อเหตุกรีดกระเป๋า ล้วงกระเป๋า นอกจากนี้ ยังมีบางแก๊งเข้ามาก่อเหตุจับตัวชาวเวียดนามด้วยกันเพื่อเรียกค่าไถ่ หรือตั้งแก๊งชิงทรัพย์ปล้นทรัพย์
..........
(หมายเหตุ : ล่า'แก๊งเหงียน'ปล้นนายจ้าง : ตะลุยข่าว โต๊ะรายงานพิเศษ)