"หากใครมาเยือนลับแล ผ่านทางประตูความรัก สู่บานประตูไม้จำหลัก วัดดอนสักที่แสนงาม
ผลักบานประตูอดีต ที่มีราชสีห์ยืนเฝ้ายาม อักขระโบราณ จดจารตำนานโยนกล้านนา" จากบทเพลง "ประตูรัก..ลับแล" ที่แต่งขึ้นโดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ เหมือนมนต์สะกด ให้นึกย้อนถึงเรื่องราวในช่วงเวลาสั้นๆ 2 วัน ที่เต็มอิ่มอยู่ในเมืองลับแล โดยเฉพาะที่ ต.ฝายหลวง
โอกาสดีที่ได้ไปเยือนลับแล แบบตั้งใจเป็นครั้งแรก กับกลุ่มสห+ภาพ ชมรมคนถ่ายภาพ เพราะที่ผ่านมาไปอุตรดิตถ์ก็หลายครั้ง แต่ไปเดินเที่ยวธรรมชาติ ป่าเขา ทั้งที่ "ภูเมี่ยง" อช.คลองตรอน อ.น้ำปาด ที่เพื่อนๆ ฉันขนานนามว่า "ภูเดี้ยง" หรือจะทุ่งดอกไม้สวยๆ หวานๆ กลางหน้าฝน อย่าง "ภูสอยดาว" (ทางขึ้นอยู่ฝั่งพิษณุโลก) หากแต่เมืองลับแลในความรู้สึกก่อนไปเยือน เลยเหมือนเมืองในหุบเขาเร้นลับ
แต่แล้วฉันก็ได้คำตอบว่า ถ้าใครชอบเที่ยวเมืองชนบท ชมวิถีชาวบ้าน เข้าวัดเข้าวา ก็ไม่น่าพลาด "เมืองลับแล" แถมที่นี่ยังมีภูเขากินได้ เพราะอุดมไปด้วยผลไม้ ที่ปลูกตามไหล่เขาตามสภาพพื้นที่ ทั้งลางสาด ลองกอง และล่าสุดยังมีลางกอง ที่นำลางสาดกับลองกองมาผสมกันจนได้พันธุ์ใหม่ขึ้นมา รวมถึงผลไม้ที่ขึ้นชื่อทั้งความอร่อยและราคาแพง คือทุเรียนหลงลับแล และหลินลับแล
อ.ลับแล อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 8 กม. คำว่า “ลับแล” นั้น ตามข้อสันนิษฐานว่า เดิมชาวเมืองแพร่และเมืองน่าน หนีข้าศึกมาหลบซ่อนตั้งเป็นชุมชนขึ้น เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเป็นป่าดงดิบคนต่างเมืองที่ไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศ ถ้าผ่านเข้าไปจะหลงทางได้ง่าย
บางตำนานก็บอกว่า มีหลักฐานว่า เมื่อพุทธศักราช 1500 มีการอพยพย้ายถิ่นฐานของชาวโยนกนคร ซึ่งมี “นครนาคพันธ์ สิงหนวัติโยนกชัยบุรี” เชียงแสน เป็นราชธานี (ปัจจุบันคือ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย) โดยได้รับการบอกเล่าจากดวงวิญญาณ “เจ้าปู่พญาแก้ววงเมือง” (อดีตกษัตริย์องค์ที่ 13 แห่งโยนกนคร) ว่ามีแหล่งทำมาหากินอันอุดมสมบูรณ์ ชาวโยนกนคร จึงอัญเชิญดวงวิญญาณของปู่พญาแก้ววงเมืองเดินทางโดยเกวียน ตามหาแหล่งทำมาหากินที่ว่านี้ จนมาถึงหุบเขาลับแล ได้สร้างบ้านเมือง ราษฎรอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ
ชื่อเมืองลับแล ก็มีจากสภาพภูมิประเทศที่เห็น มีฉากเขากั้นโดยรอบ ยามเย็นแม้ตะวันยังไม่ทันตกดิน ที่นี่ก็มืดแล้ว เพราะมีดอยสูง ที่เรียกว่า ”ม่อนฤาษี” เป็นฉากกั้นแสงอาทิตย์ จนขนานนามว่าเมืองลับแลง คือเมืองที่ลับหายไปจากสายตาคนในเวลาเย็น แต่ต่อมาก็เพี้ยนเป็น ลับแล
ออกเดินทางจากตัวจังหวัด จะผ่านไปถึง ต.ทุ่งยั้งก่อน ซึ่งสมัยก่อนเป็นเมืองใหญ่ และถูกใช้เป็นเมืองหน้าด่านในการรับมือกับกองทัพพม่า ก่อนจะมารวมกับเมืองลับแลในสมัยรัตนโกสินทร์ และปัจจุบันกลายเป็นตำบลหนึ่งใน อ.ลับแล
ที่นี่ ฉันแวะเที่ยว วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง ชาวบ้านเรียกว่า วัดทุ่งยั้ง หรือมหาธาตุทุ่งยั้ง สร้างเมื่อปี พ.ศ.1902 โดยสมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 11 ส่วนพระธาตุ เป็นมหาเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา ซึ่งนิยมสร้างกันในสมัยกรุงสุโขทัย แต่เมื่อเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2451 ทำให้ยอดพระบรมธาตุเจดีย์หักลงมา ต่อมา หลวงพ่อแก้ว สมภารวัดในขณะนั้น ได้เป็นหัวหน้าปฏิสังขรณ์ซ่อมเพิ่มเติม รูปแบบเลยเปลี่ยนไป
ออกจากวัดพระธาตุทุ่งยั้ง มุ่งหน้าสู่ ต.ฝายหลวง แต่ระหว่างทางผ่านวัดสำคัญอีก 3 วัด สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่กันมา คือ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ ซึ่งมีลักษณะองค์พระแท่นเป็นศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 8 ฟุต สูง 3 นิ้ว ประดับลายกลีบบัวที่ฐานพุทธบัลลังก์ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสุโขทัย พ.ศ.2451 แต่ไฟป่าไหม้พระมณฑปและวิหารเหลือแต่ศิลาแลง รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ และยังมีพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยประดิษฐานอยู่หลายองค์ บานประตูวิหารเป็นไม้แกะสลักลายกนกงดงามมาก
ภายในบริเวณวัดพระแท่นฯ จะมีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ทั้งเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้านและเครื่องใช้โบราณ ซึ่งใช้ศาลาการเปรียญเก่ามาจัดทำ ตกแต่งแบบล้านนา
ด้านหน้าวัดพระแท่น จะมีทางเชื่อมต่อไปสู่ วัดพระยืนพุทธบาทยุคล จริงๆ ถ้าขับรถมาตามถนนจะผ่านวัดพระยืนฯ ก่อน จึงแล้วแต่ว่าใครจะแวะวัดไหนก่อน เรื่องราวเกี่ยวกับวัดนี้มีการเล่าต่อๆ กันมา พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับยืนบนยอดเขานี้ จึงได้เกิดเป็นรอยพระพุทธบาทยุคลทั้งซ้ายขวาประทับลงในฐานศิลาแลงเดียวกัน ด้านหน้าวัด หันออกสู่ถนน จะมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ จากวัดพระยืนฯ มีสะพานทางเดินข้ามถนนเชื่อมต่อไปยัง วัดพระนอนพุทธไสยาสน์ ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ด้วยความที่เวลาจำกัด ฉันเลยได้แต่วิ่งข้ามสะพานไปถ่ายรูปหน้าวัดพระนอนฯ มาฝากกัน ที่วัดนี้จะมีบันไดนาคทอดขึ้นวัดด้วย ภายในประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ บานประตูเป็นไม้แกะสลัก ลงรักปิดทอง
พักจากวัด ก็เดินทางต่อไปที่ตำบลฝายหลวง ผ่านประตูเมืองลับแล เจ้าของพื้นที่บอกว่าใครที่ผ่านประตูนี้ ราว 90% มักจะกลับมาเที่ยวเมืองลับแลอีก ฉันเลยผ่านซะสองรอบ
ที่ ต.ฝายหลวง นี่เอง ฉันได้ คุณรัศมี์ เสือน้อย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.ฝายหลวง กับคุณกัญญาวี ศิริกาญจนารักษ์ เจ้าของม่อนลับแล มาเป็นไกด์กิตติมศักดิ์ บอกเล่าเรื่องราวให้ฟัง ฉันเลยได้แวะเที่ยวชมหมู่บ้าน เดินเข้าบ้านนั้นออกบ้านนี้ เห็นผู้เฒ่าผู้แก่นั่งทำไม้กวาดตองกง ที่ร่ำลือว่าทนทานที่สุด ซึ่งดอกตองกงขึ้นเองตามธรรมชาติบนเขา ทำให้กลายเป็นสินค้าขึ้นชื่ออีกอย่างของลับแลและชาวฝายหลวง คุณยายที่กำลังนั่งทำบอกว่า ไม้กวาดลับแลต้องมีผาสีแดงติดอยู่ด้วย บางบ้านก็นั่งทอผ้ากี่กระตุก หรือบางบ้านก็ทำ "ผ้าซิ่นตีนจก" ซึ่งก็คือชายซิ่นที่ทำด้วยมือนั่นเอง เป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่ขึ้นชื่อของชาวลับแล
อีกจุดหนึ่งที่ฉันจะไม่ยอมพลาดที่สุดก็คือ วัดดอนสัก เพราะขึ้นชื่อมากๆ ก็คือบานประตูแกะสลัก ฉันไปเห็นแล้วสุดจะทึ่งกับฝีมือการแกะสลัก และความใหญ่โตของบานประตูไม้ทั้งบาน ลวดลายที่เห็นเป็นลายกระหนกอ่อนช้อยสวยงาม โดยบานซ้ายและขวานั้นไม่เหมือนกัน แต่เมื่อปิดบานแล้ว ลวดลายช่างเข้ากันได้ไม่เคอะเขิน แถมวัดนี้ยังมีความพิเศษตรงที่จะรู้ว่ามีคนมาทำบุญกี่คน เป็นชายกี่คน หญิงกี่คน เพราะจะมีธูปวางไว้ประตูทางเข้า คนที่เข้าไปทำบุญก็จะหยิบธูปไปคนละดอก ไปใส่ถาดที่วางเตรียมไว้ ช่างเป็นวิธีเช็กยอดคนที่ง่ายแสนง่าย แต่ได้ผลจริงๆ
มาลับแลครั้งนี้ เสียดายแค่ไม่ตรงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลไม้ ทุเรียนเพิ่งจะหมดไป ลางสาด ลางกองก็เพิ่งจะติดลูก นี่ละมั้ง ที่ฉันจะได้กลับไปเยือนอีกครา พร้อมๆ กับงาน "บายศรีผลไม้" ที่จะมาเล่าให้ฟัง
หมายเหตุ : ติดต่อโฮมสเตย์ นายรัศมี์ เสือน้อย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.ฝายหลวง 08-9839-8094นายประโยชน์ ทีกว้าง ชมรมโฮมสเตย์แม่พูล 08-4491-7451 ม่อนลับแล (คุณกัญญาวีร์) 08-1785-2477
...........................................................
(ลับแล ไม่ลับตา : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง/ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์)