จากการที่ผมได้ศึกษาอาคารประเภท “ตึกแถว” อย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี ได้ศึกษาย้อนกลับไปถึงประเทศจีน ที่ชาวจีน “ฮกเกี้ยน” ในยุคล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกได้อพยพเข้ามาปักถิ่นฐานแถบปลายแหลมมลายู บริเวณปีนัง มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย นอกจากนั้น ในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีกลุ่มชาวจีน “ฮกเกี้ยน” หลั่งไหลเข้ามาใน “สยามประเทศ” ย่านมณฑล “ภูเก็ต” (หัวเมืองภาคใต้ชายฝั่งทะเลตะวันตกทั้ง 7 หัวเมือง คือ ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, ตรัง, สตูล, ตะกั่วป่า และระนอง) เป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการเหมืองแร่ ซึ่งชาวจีนเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการขุดแร่ ชาวจีนที่มีฐานะก็จะเป็นเจ้าของกิจการหรือนายเหมือง อีกส่วนหนึ่งก็จะเข้ามาเป็นแรงงานในเหมือง ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคนโสด หรือเด็กชายซึ่งเดินทางอพยพมากับญาติพี่น้อง จึงมักมาแต่งงานมีครอบครัวกับคนท้องถิ่น ทำให้เกิดคำว่า “ลูกผสม” ซึ่งเรียกกันว่า “บาบ๋า” พร้อมการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่าง “จีน” กับคนท้องถิ่น ทั้งการสร้างบ้านเรือน การแต่งกาย อาหาร ภาษา และขนบประเพณีอันงดงาม อย่างเช่น พิธีการแต่งงาน
ในประเทศไทยก็มีบ้านเรือนของ “บาบ๋า” ซึ่งเป็นของพระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เชื้อสายชาวจีน “ฮกเกี้ยน” เข้ารับราชการจนได้เป็นเจ้าเมืองตรัง ก่อนได้เลื่อนเป็นสมุหเทศาภิบาล สำเร็จราชการมณฑลภูเก็ต และท่านเป็นผู้ชักชวนให้ชาวจีน “ฮกเกี้ยน” ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานเปลี่ยนแปลงบ้านเรือนแบบดั้งเดิม ที่สร้างด้วยวัสดุท้องถิ่นหลังคามุงจาก เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนรูปแบบสวยงาม แบบ “ตึกแถว” สไตล์เลียนแบบลักษณะมาจากเขตอาณานิคมของโปรตุเกสและอังกฤษ ก็เลยเป็นที่รู้จักในชื่ออาคารแบบ “ชิโน-โปรตุกีส” ที่มีต้นแบบมาจากทางปีนัง สิงคโปร์
บางครั้งก็มักจะเรียกว่า “โคโลเนียลสไตล์” (Colonial Style) ซึ่งมีลักษณะของอาคารเป็น “ตึกแถว” สองชั้น ลักษณะเป็นอาคารพักอาศัยผสมร้านค้า มีความลึกเพื่อเป็นที่เก็บสินค้า ก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่ ฉาบปูนหนาเป็นฉนวนควบคุมความร้อนและความชื้น เพราะมีฝนตกชุกแดดแรง หน้าบ้านทุกหลังจะทำช่องประตูโค้งเป็นทางเดินเชื่อมติดกัน ซึ่งชาว “ฮกเกี้ยน” เรียกว่า “หง่อคาขี่” เพื่อบังแดดบังฝน ส่วนชาวตะวันตกเรียกว่า “Five-foot-way” หรือทางเดินกว้าง 5 ฟุต (ประมาณ 1.5 เมตร) เพื่อให้ผู้คนเดินผ่านสัญจรไปมาได้โดยสะดวก
ภายใน “ตึกแถว” แต่ละหลังจะขุดบ่อน้ำไว้ใช้สอย เหนือบริเวณบ่อน้ำจะไม่มุงหลังคา แต่จะเปิดเป็นช่องไว้เพื่อให้ได้รับแสงสว่างและเป็นพื้นที่รองรับน้ำฝนเพื่อไว้ใช้ในการอุปโภคและบริโภค รวมทั้งช่วยให้อากาศไหลเวียนถ่ายเทภายในบ้าน ป้องกันความอับชื้นได้เป็นอย่างดี หรือจะเรียกว่า “บ้านที่มีลมหายใจ” ก็คงจะไม่ผิดนักครับ ไม่เพียงแต่จะมีความมั่นคงแข็งแรง “ตึกแถว” สไตล์ “บาบ๋า” แต่ละหลังจะถูกสร้างแฝงด้วยชั้นเชิงทางศิลปะไว้อย่างสวยงามแตกต่างกัน ทั้งลวดลายปูนปั้น และบานประตูไม้หน้าบ้านที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง หน้าต่างบานเกล็ดไม้ที่ใช้เปิดปิดดูหน้าบ้านเวลาใครมา ถ้าเป็นคนรู้จักก็จะเปิดประตูรับ ถ้าไม่รู้จักก็ไถ่ถามสื่อความกันได้โดยไม่ต้องเปิดประตูบ้าน บานเกล็ดไม้สามารถสื่อได้ถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนยุคก่อนได้เป็นอย่างดี อย่างบ้านไหนมีลูกสาว พอโตเป็นสาวก็ให้อยู่แต่ในบ้าน เวลาใครไปใครมาก็จะมองผ่านทางบานเกล็ดไม้นี้
หากจะว่าไป ชาวจีน “ฮกเกี้ยน” และ “บาบ๋า” เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเมืองและนำความเจริญมาสู่หลากหลายชุมชนในภูมิภาคแหลมมลายู ก็คงไม่ผิดนัก ความผูกพันกันทางสายเลือด การหลอมรวมทางวัฒนธรรมระหว่างชาว “บาบ๋า”และคนท้องถิ่น เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์สำคัญ อีกทั้งยังเป็น “ของดี มีอยู่” ที่น่าสนใจและศึกษาหาความรู้เป็นอย่างยิ่งครับ
.......................................
(หมายเหตุ หลงรัก'ตึกแถว'สไตล์'บาบ๋า' : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล)