เมื่อความเด่นกลายเป็น'ภัย'

เมื่อความเด่นกลายเป็น'ภัย' : ขยายปมร้อนโดยสมถวิล เทพสวัสดิ์

              ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างน้อยก็มีประเด็นที่แน่ชัดว่าช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ ทางรัฐสภาจะยังไม่มีการลงมติในวาระ 3 ทั้งในส่วนของสภาและคณะรัฐมนตรี มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ควรรอให้ศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่คำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนอย่างเป็นทางการให้เรียบร้อยก่อน
 
              หรือแม้กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง "พรรคชาติไทยพัฒนา" โดย "บรรหาร ศิลปอาชา" ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ก็เห็นว่าควรชะลอการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ออกไปก่อน เพราะกลัวจะเกิดปัญหามีผู้ไปยื่นฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง หากรัฐสภาตัดสินใจเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ลงมติวาระ 3
 
              ขณะนี้จึงเห็นว่าทั้งในส่วนของ "รัฐบาล" และ "รัฐสภา" เห็นควรให้ชะลอเรื่องการลงมติวาระ 3 ออกไปก่อน จะมีก็แต่ "แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง" และ "นักการเมืองบ้านเลขที่ 111" บางคน ที่เห็นสวนทางกับเรื่องนี้
 
              ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ทีมกฎหมาย และแกนนำพรรค มีการหารือกันกว้างขวางโดยส่วนใหญ่เห็นควรให้ชะลอการลงมติวาระ 3 ออกไปก่อนเช่นกัน
 
              ถึงจะมี "กรรมการยุทธศาสตร์พรรคบางคน" พูดในที่ประชุมขึงขังให้รัฐสภาเดินหน้าลงมติวาระ 3 ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ โดยไม่ต้องสนใจฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เชื่อว่าในใจลึกๆ แล้ว มีวาระซ่อนเร้น
 
              มีบางคนถึงกับภาวนาในใจให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเป็นลบต่อพรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำ เพราะต้องการให้ "พรรค-รัฐบาล" เปลี่ยนหน้าบริหารใหม่
 
              โดยในส่วนของ "กรรมการบริหารพรรค" ที่แต่งตั้งมาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของ "บุญคุณ" แถมยังลามไปถึงเก้าอี้ "เสนาบดี" ที่จำเป็นต้องมอบให้ เพื่อซื้อใจในฐานะ "ยอมทุกข์ยาก" ร่วมกับพรรค โดยไม่ได้มองเรื่องความสามารถและความเหมาะสม
 
              จึงทำให้หน้าตาของ "คณะรัฐมนตรี" ในขณะนี้แต่ละคนหากถามถึงผลงานที่ประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาล แม้จะเอ่ยชื่อยังยาก เพราะคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่ตัวจริง
 
              หลังจากบ้านเลขที่ 111 พ้นบ่วงการเมือง ถือว่าพรรคเพื่อไทยมีคนพร้อมที่จะเข้ามาทำงานมากขึ้น จะเห็นว่าเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม คณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง "มือเศรษฐกิจ" สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร "พันศักดิ์ วิญญรัตน์" มาเป็นประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน
 
              ส่วนของพรรคได้ให้ "เสี่ยอ้วน" ภูมิธรรม เวชยชัย รับตำแหน่ง ผอ.พรรคเพื่อไทยแทน "ปลอดประสพ สุรัสวดี" รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
 
              จากนี้ไปทั้งใน "ทีมงานคณะรัฐมนตรี" และในส่วนของ "พรรคเพื่อไทย" จะทยอยปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในส่วนของฝ่ายบริหารและฝ่ายการเมือง
 
              โดยเฉพาะการขับเคลื่อนทางการเมืองระยะหลังเป็นอุปสรรคให้รัฐบาลบริหารงานยากยิ่งขึ้นไปอีก
 
              ทั้งในส่วนของ "คู่ขัดแย้ง" และ "พวกเดียวกัน" มักขัดแข้งขัดขาเข้าทำนอง "ทางสวรรค์ไม่อยากไป ชวนไปทางนรกอยู่เรื่อย"
 
              ขณะนี้นักการเมืองกลุ่มบ้านเลขที่ 111 เริ่มเข้ามามีบทบาทให้สังคมได้เห็นภาพการกลับเข้ามาสู่แวดวงการเมืองอีกครั้ง ตั้งแต่มีชื่อปรากฏอยู่ใน "คณะรัฐมนตรีปู 3" ตั้งแต่ พงศ์เทพ เทพกาญจนา, วราเทพ รัตนากร,จาตุรนต์ ฉายแสง, เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช
 
              โดยเฉพาะ "เสี่ยอ๋อย" จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้มาออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญดุเดือดและเห็นว่ารัฐสภาควรเดินหน้าลงมติวาระ 3 และยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
 
              บทบาทของ "เสี่ยอ๋อย" ที่เผยแพร่สู่สายตาประชาชนผิดกลับบุคลิกในอดีตที่เป็นคนสุขุมนุ่มลึก จนกลายคนตั้งข้อสังเกตว่า "เสี่ยอ๋อย" ครั้งนี้ดูเหมือนจะผิดจาก "เสี่ยอ๋อย" คนเดิมที่หลายคนคุ้นเคย
 
              หรือเป็นเพราะมีสัญญาณบอกเหตุอะไรที่ทำให้ "เสี่ยอ๋อย" เทคแอ็กชั่น มากกว่าเดิม หรือเป็นเพราะข่าวลือว่าคนในบ้านเลขที่ 111 ได้ถูกกำหนดบทบาทไว้หมดแล้ว คนที่ได้จะไม่ทำอะไรเพิ่มเติมให้เปลืองตัว
 
              "จาตุรนต์ ฉายแสง" ถือเป็นนักคิด นักพรีเซนต์ เมื่อเทียบกับคนอื่นภายในพรรคถือว่า "เสี่ยอ๋อย" น่าเชื่อถือไม่ด้อยไปกว่าคนอื่น และจุดเด่นในเรื่องนี้เองทำให้ "ทีมกำกับ" บทบาทรัฐมนตรีภายในพรรคเพื่อไทยมีความกังวลความเด่นของ "เสี่ยอ๋อย" จะไปกลบรัศมีของ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์"
 
              ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับ "สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ช่วงแรกให้สัมภาษณ์แถลงผลงานรายงานจนทำให้ "ทีมกำกับ" ต้องสะกิดอย่าออฟไซด์หรือดังคนเดียว
 
              การทำกิจกรรมหรืองานที่เกี่ยวกับนโยบายก็ไม่ควรมีบทบาทเกินหน้า "นายกรัฐมนตรี"
 
              ดังนั้น การจะดึง "เสี่ยอ๋อย" มาทำงานร่วมทีมในรัฐบาลจึงทำให้มีคนกังวลว่าการทำงานของ "เสี่ยอ๋อย" ทาง "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" จะยอมรับได้หรือไม่ 
             
              ประกอบกับอุปนิสัยของ "เสี่ยอ๋อย" เป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเอง และมักจะยืนกระต่ายขาเดียวในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่น การทำงานร่วมเป็นทีมบางครั้งอาจเกิดการสั่นคลอนทางความคิดได้
 
              ช่วงนี้การปรับคณะรัฐมนตรีจึงยังคลุมเครือ เพราะผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยมองว่าขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องตอบสนองความใคร่และความอยากของพรรคร่วมรัฐบาล โดยทำให้เกิดแรงกระเพื่อมภายในพรรค


..............

(หมายเหตุ : เมื่อความเด่นกลายเป็น'ภัย' :  ขยายปมร้อนโดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)