ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รอง ผบ.ตร. อาวุโสอันดับ 3 และรักษาการเลขาธิการคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แทน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้ เป็นการแต่งตั้งผู้นำสูงสุดโดยมีคู่แข่งอย่าง พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รอง ผบ.ตร. อาวุโสอันดับ 1 การแต่งตั้งข้ามอาวุโสในครั้งนี้กำลังจะกลายเป็นบรรทัดฐานของการแต่งตั้งนายตำรวจระดับสูงรวมถึงเหตุผลที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยกมาประกอบในการเสนอชื่อ พล.ต.อ.อดุลย์ ให้ ก.ต.ช.พิจารณา
ตามพระราชบัญญัติตำรวจปี 2547 ระบุว่า นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธาน ก.ต.ช. โดยตำแหน่งจะเป็นผู้เสนอนายตำรวจยศ พล.ต.อ. ท่านใดท่านหนึ่ง ซึ่งปัจจุบัน สตช.มีอยู่ 10 คน ไม่นับรวม ผบ.ตร. ส่วนอาวุโสก็ลดหลั่นกันไป ใน พ.ร.บ.ตำรวจก็ไม่ได้ระบุการแต่งตั้งโดยใช้ระบบอาวุโส แต่เป็นการหยิบรายชื่อขึ้นมาโดยนายกรัฐมนตรี และแม้ไปหยิบชื่อนายตำรวจยศ พล.ต.อ. ที่อาวุโสน้อยสุด แต่ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด ลำดับอาวุโส เป็นการจัดตามระเบียบของ สตช.เท่านั้น ไม่มีผลต่อการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ในปัจจุบันนายตำรวจยศ พล.ต.อ. มีทั้งตำแหน่งรอง ผบ.ตร. และที่ปรึกษา สบ 10 ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัตินายตำรวจที่ขึ้นมาจากผู้ช่วย ผบ.ตร. จะได้รับการแต่งตั้งเป็น สบ10 ก่อนที่จะโยกสู่ตำแหน่งรอง ผบ.ตร. ซึ่งมีความสำคัญเนื่องจากเป็นคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยตำแหน่ง ซึ่งมีสิทธิ์มีเสียงในการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับผู้บังคับการฯ ขึ้นไปด้วย
ที่ยังไม่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการแต่งตั้งครั้งนี้มากนักเนื่องจากทั้ง พล.ต.อ.ปานศิริ และ พล.ต.อ.อดุลย์ ต่างเป็นนายตำรวจดี มีฝีมือจัดจ้านด้วยกันทั้งคู่ เพียงแต่อาวุโสต่างกัน ซึ่งเหตุผลที่เป็นข่าวออกมาจากห้องประชุมเนื่องจาก พล.ต.อ.อดุลย์ มีอายุราชการอีก 2 ปี ในขณะที่คู่แข่งเหลือเวลาเพียง 1 ปี จึงเป็นการต่อเนื่องในการบริหารงานรวมถึงการรับมืออาชญากรรมเมื่อถึงเวลาประชาคมอาเซียนในปี 2558 แต่หากย้อนไปดูช่วงที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ ก็มีการโยกพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ขณะนั้นออกไปเพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ รอง ผบ.ตร.อาวุโส อันดับ 1 ขึ้นมาแทน และเหลืออายุราชการเพียง 1 ปีเช่นกัน โดยอ้างเหตุเพื่อความเหมาะสม ทั้งๆ ที่รู้กันโดยทั่วไปว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เป็นใคร ได้ขึ้นครองตำแหน่งด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือไม่ เมื่อนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.ต.ช. ได้สร้างธรรมเนียมใหม่ในการแต่งตั้งผู้นำตำรวจไว้แบบนี้ ในอนาคตการเรียงลำดับอาวุโส จึงไม่มีความหมายอีกต่อไป ขึ้นอยู่กับเหตุผลและความต้องการของฝ่ายการเมืองเป็นหลัก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้อ้างเหตุผลตามลำดับอาวุโสในการคัดเลือก ผบ.ตร.คนปัจจุบัน เมื่อการพิจารณาออกมาลักษณะนี้ย่อมส่งผลถึงความเป็นธรรมต่อการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในอนาคตทุกระดับ อย่างน้อยการข้ามหัวกันไปมาย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถือว่าไม่ผิดธรรมเนียมหากมีคุณสมบัติครบตามที่กำหนด ขึ้นอยู่กับว่าใครมีเส้นสายมากกว่ากัน นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้สร้างมาตรฐานไว้ หลังจากนี้ธรรมเนียมในเรื่องอาวุโสจะหายไปและไม่มีความสำคัญซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบราชการในอนาคต