อย่างที่หลายคนพูดทั้ง พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองผบ.ตร. มีฝีมือด้วยกันทั้งคู่
นอกจากฝีมือแล้วทั้งสองคนยังเป็นที่ยอมรับของผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งเรื่องความรู้ ความสามารถในการบริหารงาน ซึ่งเก่งกันคนละแบบ
พล.ต.อ.ปานศิริ เติบโตมากับงานสอบสวนสืบสวน ผ่านคดีใหญ่ๆ หินๆ มามากมาย ทั้งในภูธร นครบาล เป็นหนึ่งในปรมาจารย์ทางด้านนี้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ส่วน พล.ต.อ.อดุลย์ มาจากตำรวจตระเวนชายแดน จากนั้นก็เข้ามาอยู่นครบาล แล้วไปเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ก่อนลงไปบู๊กับโจร 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สุดท้ายได้รับความไว้วางใจให้มารับผิดชอบงานปราบปรามยาเสพติดในตำแหน่งเลขาฯ ปปส.
ผลงานทั้งสองคนไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเป็นคู่ชิงตำแหน่ง ผบ.ตร. ที่สมน้ำสมเนื้อ จะต่างกันก็แต่อาวุโส เพราะรองฯ ปานศิริ อาวุโสอันดับ 1 ส่วน พล.ต.อ.อดุลย์ อยู่อันดับ 3
ไม่ว่าใครได้นั่งเก้าอี้ผู้นำ สตช.คนใหม่ก็ล้วนเหมาะสม แต่ต้องทำความเข้าใจกันให้ดี
หลังจากผ่านวาระเลือก ผบ.ตร.เสร็จสิ้นแล้ว จะมีการแต่งตั้งระดับรอง ผบ.ตร.ลงมาถึงผู้บังคับการ ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญ
ตามประเพณีปฏิบัติ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จะทำการแต่งตั้งโยกย้ายระดับ พล.ต.อ.ถึงผู้บัญชาการก่อน กลุ่มนี้จะเรียงอาวุโสกันส่วนใหญ่ จะมีโผระดับรองผบช.ขึ้นเป็นผู้บัญชาการเท่านั้น ที่วิ่งกันสุดฤทธิ์ สู้กันสุดสายป่าน ส่วนใหญ่เป็นคนจากฝ่ายการเมืองส่งเข้ามา โดยการันตีจากอดีตนายกฯ แดนไกล
บางรายก็เหมาะสม บางคนเห็นชื่อแล้วต้องร้องยี้ โดยปกติบัญชีโยกย้ายที่ผ่านการพิจารณาจากบอร์ดกลั่นกรองมาแล้ว ก.ตร.ก็ประทับตราผ่านเกือบหมด ยกเว้นพวกขาดคุณสมบัติมากๆ หรือมีปัญหาร้ายแรงต่างๆ เพราะส่วนหนึ่งมีการฝากฝังจาก ก.ตร. ผสมเข้าไปด้วย ต่างคนต่างสมประโยชน์ คุยกันลงตัว
โดยปกติการคัดสรรระดับรอง ผบ.ตร.ลงมาถึงผู้บัญชาการ ไม่ค่อยมีคู่ชิงที่สูสี ส่วนใหญ่ถูกล็อกสเปกมาแล้ว ความเหมาะสมทั้งความรู้ความสามารถ ลำดับอาวุโส ไม่ไต้องพูดถึงส่วนใหญ่เป็นพวกเสือหิว เข้ามาเก็บเกี่ยวแต่ผลประโยชน์
สุดท้ายคนที่เดือดร้อนก็คือประชาชน
การคัดเลือกนายตำรวจที่มาเป็นคู่ชิงในตำแหน่งสำคัญๆ อยากให้ยึดหลักคุณธรรม โปร่งใส ชี้แจงได้ มีวิสัยทัศน์ในการบริหารงาน เช่นการคัดเลือก ผบ.ตร. ที่มาแทน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ
ถ้าองค์กรตำรวจได้คนดีมีฝีมือมาจัดระเบียบกันใหม่ คงไม่สายเกินไปที่จะเริ่มสะสมต้นทุน!!