กรณีการเสียชีวิตมากมายดั่งใบไม้ร่วงด้วยโรคมือเท้าปากชนิดรุนแรงของเด็กกัมพูชาทางตอนใต้ของประเทศ และล่าสุดพบผู้ป่วยและเสียชีวิตที่ จ.พระตะบอง ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียง 70 กิโลเมตร ส่งผลให้ราษฎรกัมพูชาพากันอุ้มลูกจูงหลานอพยพหนีภัยโรคระบาดอันน่าสะพรึงกลัวเข้ามายังเขตแดนประเทศไทย อันเป็นปรากฏการณ์ต่อเนื่องตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทางการกัมพูชายังไม่สามารถหยุดยั้งโรคนี้ได้ ซ้ำร้ายยังมีแนวโน้มว่าจะลุกลามขยายตัวออกไปในที่อื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่า ชายแดนไทยย่อมไม่ใช่ข้อยกเว้น ตราบเท่าที่ราษฎรของสองประเทศยังเดินทางไปมาหาสู่กันอยู่เป็นปกติ และจะยิ่งน่าหวาดวิตกมากขึ้นอีกถ้าหาก องค์การอนามัยโลก (ฮู) ยังไม่มีมาตรการขั้นเฉียบขาดออกมาเพื่อควบคุมโรคระบาดนี้
กล่าวสำหรับประเทศไทย ซึ่งอยู่ในภาวะที่สุ่มเสี่ยงที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายเข้ามาได้มากที่สุด ก่อนหน้านี้ มีคำยืนยันจากกระทรวงสาธารณสุขมาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอว่า โรคมือเท้าปากที่กำลังเกิดกับเด็กไทยในบางจังหวัดนั้น มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละตัวกับเชื้อไวรัสเอนเทอโรไวรัส 71-ดี 4 ที่ระบาดอยู่ในกัมพูชา อย่างไรก็ตาม เมื่อกรมควบคุมโรคออกมายอมรับเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71-ดี 4 ได้ระบาดเข้ามาในประเทศไทยแล้ว ขณะที่โรคมือเท้าปากซึ่งเป็นไวรัสอีกตัวหนึ่งก็ยังระบาดอยู่ในหลายจังหวัด และมีเด็กเจ็บป่วยแล้วประมาณ 1.2 หมื่นคน ทั้งๆ ที่เมื่อสัปดาห์ก่อนตัวเลขอยู่ที่ 10,800 คน เท่ากับว่าการระบาดของโรคแพร่กระจายขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ยังไม่แน่ชัดว่า การสำรวจการระบาดได้ทำอย่างทั่วถึงหรือไม่
เป็นที่ทราบกันมาก่อนหน้านี้ว่า โรคมือเท้าปากเริ่มปรากฏขึ้นในโรงเรียนระดับอนุบาลแล้วบางแห่ง บางจังหวัด แต่ยังไม่เป็นข่าว จะด้วยเหตุผลที่ทางโรงเรียนตัดสินใจปิดการเรียนการสอนไปเอง และไม่ได้แจ้งสาธารณสุขจังหวัด หรือผู้บริหารโรงเรียนอาจคิดว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรงก็ตามที แต่ในทางกลับกันนั้น กรมควบคุมโรคก็ให้ข้อมูลว่า โรงเรียนบางแห่งที่พบว่ามีเด็กป่วยเป็นโรคนี้ไม่ยอมปิดโรงเรียนเพื่อตัดวงจรของเชื้อโรค ทั้งที่กระทรวงสาธารณสุขได้แจ้งหลักปฏิบัติไปก่อนหน้าแล้วว่า โรงเรียนที่พบเด็กป่วยจะต้องปิดเรียนอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เรายังไม่มีแผนการรับมืออย่างเป็นรูปธรรม
แม้ว่าออกจะสายไปสักหน่อย แต่การออกมายอมรับว่า เวลานี้เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71-ดี 4 ได้ระบาดเข้ามาในประเทศไทยแล้ว ก็ยังมีข้อดีอยู่ประการหนึ่งคือ เรายอมรับความจริงเพื่อที่จะเผชิญหน้ากับมันอย่างมีสติและมีความพร้อมรับมือเพื่อหยุดยั้งโรคร้ายนี้เอาไว้ให้ได้ ซึ่งสำคัญที่สุดในชั่วโมงนี้ก็คือ กระทรวงสาธารณสุขจะต้องร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการบูรณาการการแก้ไขปัญหาขึ้นมาอย่างเป็นระบบ เพราะเมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดเสี่ยงที่อาจจะทำให้รับมือไม่ไหวเช่นนี้ จะปล่อยให้ผู้บริหารโรงเรียนตัดสินใจเพียงลำพังว่าจะสั่งปิดโรงเรียนหรือไม่แต่ฝ่ายเดียว อย่างที่ผ่านมาคงไม่ได้
นอกจากความพยายามหยุดการแพร่ระบาดของโรคด้วยการปิดโรงเรียนแล้ว กระทรวงสาธารณสุขเองก็ต้องให้ความสำคัญกับสถานพยาบาลต่างๆ ให้พร้อมรับมือกับโรคร้ายนี้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะบุคลากรในแผนกกุมารเวชที่นอกจากจะต้องวินิจฉัยโรคอย่างละเอียด ภายใต้สมมุติฐานว่าเด็กอาจรับเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 ดี 4 แล้ว ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรจะต้องรับตัวเด็กที่ป่วยด้วยโรคนี้เป็นผู้ป่วยในเพื่อช่วยควบคุมโรคอีกทางหนึ่งด้วย
เขมรตื่น!ลือสะพัด4เด็กป่วยตายแล้ว1
โรคมือเท้าปากยังลามเขมรเด็กป่วยเพิ่มอีก4
โรคมือเท้าปากไทยยอดพุ่ง'500ราย'
กทม.ผวา!โรคมือเท้าปากระบาดร.ร.
ตม.เข้มสกัดโรคมือเท้าปากแพร่เข้าไทย
'โรคมือเท้าฯ'เขมรลามไทยป่วย4ราย
เตือน!เฝ้าระวังโรคมือเท้าปากช่วงหน้าฝน
ระบาด!เด็กครึ่งร้อยเป็นโรคมือเท้าปาก
ผวา!โรคมือเท้าปากสั่งปิดร.ร.7วัน
โรคระบาดสัตว์รุม'เวียดนาม'หวั่นลาม