ต้องมนต์บนยอดเขา 'ทะเลทรายดำ'

ต้องมนต์บนยอดเขา 'ทะเลทรายดำ' : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ :โดย...ดลหมาน ผ่องมะหึง

           ยังคง "ติดตา ตรึงใจ" กับความว่างเปล่าของแผ่นดิน คงมีแต่ทะเลทราย เนินทราย และภูเขาที่วางเรียงราย เหมือนภาพวาดที่ถูกจัดขึ้นประมาณนั้น แต่นี่คือ ของจริงที่สวยงามเกินจะตีค่าและราคาจริงๆ โอ้ ทะเลทรายแห่งบาฮารียา

           ผมนึกถึงภาพและความรู้สึกเมื่อวันวาน ครั้งแรกที่ได้ท่องสู่ทะเลทราย อัลบารียา โอเอซิส ตลอดระยะทางจากไคโร ถึง 385  กิโลเมตร การเดินทางไปสู่ทะเลทราย เป็นการเดินทางที่แสนสนุก เพราะชาวอาหรับเบดูอิน หรือบาดาวีย์ อาหรับชนบทส่วนใหญ่จะนิสัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส มารยาทดีขี้อายด้วยซ้ำ และมีความเป็นกันเองอย่างใสซื่อไม่มีเลศนัยให้เห็นในแววตาเลยจริงๆ ให้ตายสิ แต่การทำงานของพวกเขานี่สิ ขอบอกว่าเป็น "มืออาชีพ" จริงๆ ซึ่งสัมผัสได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ผมลงจากรถทัวร์คันงาม สู่รถจี๊ปคันโก้ เพื่อจะบินสู่ท้องทะเลทรายในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า การต้อนรับ การพูดคุย และการเตรียมความพร้อมแบบไม่มีติดขัดให้รู้สึกไม่มั่นใจในการท่องทะเลทรายเลยสักนิด เสน่ห์แรกที่ชวนให้สนุกก็เกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีนั้น ทำให้ลืมอาหรับในเมืองหลวงอย่างไคโรไปทันที

           จะว่าไป ในทะเลทราย มันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรมากมาย ทุกสถานที่คล้ายกันหมด แอ็กชั่นกันจนเมื่อยภาพที่ออกมาก็ดูจะคล้ายกันทุกสถานที่ ทั้งๆ ที่ความรู้สึกลึกๆ กับสถานที่ที่เห็นมีความแตกต่างมากมาย ฟันธงได้เลยว่า ทุกคนที่ได้ออกมาสู่ทะเลทราย จะมีความรู้สึกถึงความแปลก ความสวยงาม และความอัศจรรย์ต่างๆ นานา โดยเฉพาะอากาศที่ร้อนระอุ แต่ทำไมเดินกลางทรายแล้วรู้สึกเย็น สายลมที่ผัดผ่านโดนผิวกายยิ่งรู้สึกเย็นวูบวาบตลอดเวลา ไม่แปลกที่เราจะเห็นอาหรับผู้ชายในชุดโต๊ปสีขาวเก่าๆ และผู้หญิงคลุมมิดทั่วร่างกายจึงมีชีวิตอยู่ได้ในบางพื้นที่ และสถานที่แห่งนี้เช่นกัน ที่ทำให้ผมต้องเสียใจและสูญเสียเพื่อนรักอย่างน่าเสียดายเพราะความละเอียดของทรายที่นี่แหละครับ ตัวดีเลย ทำให้กล้องถ่ายรูปปิดกดหน้ากล้องไม่ได้ และใช้งานไม่ได้อีกเลย จะเอาไปซ่อมอาหรับก็เรียกเสียแพงเกินจะเชื่อ อันนี้ก็ต้องระวังกันให้ดีสำหรับผู้ที่จะเดินทางมายังทะเลทราย และจะให้สนุกก็อย่าได้กินส้มตำรถเผ็ด หรืออาหารที่ไม่มั่นใจว่าจะทำให้ท้องเสียหรือเปล่า เพราะว่า การฉี่ การถ่าย ในตอนกลางวัน ช่างแสนจะลำบาก ยิ่งเป็นสุภาพสตรี ยิ่งลำบากยิ่งยวด เพราะไม่มีเนินสูงๆ ให้พออำพรางตัวได้เลยจริงๆ ทุกสถานที่โล่งแจ้ง จะมีบ้างก็คงลำบากผู้ร่วมเดินทางคนอื่นๆ เพราะขบวนรถจะไม่ทิ้งกันจนถึงเป้าหมาย เรื่องการกิน อันนี้ก็ต้องระวังเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

            การเยือนทะเลทรายในแต่ละครั้ง ความตื่นเต้นสนุกสนานยังเหมือนเดิม แต่ทุกครั้งผมจะรู้สึกอยากมายืนอยู่ ณ จุดที่ผมชอบที่สุดตั้งแต่ครั้งแรกที่มาในการท่องเที่ยว ณ เมืองบาฮารียาเลย นั่นคือ ยอดภูเขาทะเลทรายดำ ที่สามารถมองเห็นภูเขาดำได้อย่างชัดเจนและกลายเป็นเนินเขาเล็กๆ ไปในทันที สุดยอดของภาพที่ได้เห็นจริงๆ

            แต่ก่อนจะถึงภูเขาดำ ระหว่างทางก็ต้องพบกับ "ทะเลทรายดำ" การกระจัดกระจายของก้อนหินสีดำเรียงรายอยู่บนพื้นทรายละเอียดสีเหลือง ยิ่งตอนกลางวันแสงแดดจ้า มองจากด้านในของรถ เหมือนเพชรที่กำลังส่องแสงระยิบระยับไปทั่ว ไกด์ยิ้มพร้อมกับบอกว่าถึงแล้ว "เขตทะเลทรายดำ" ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าเมื่อรถจี๊ปคันงามจอดคือ ภูเขาลูกโต มีลาวาตกผนึกอยู่ริมยอดเขา ผมนึกว่ามันคล้ายกับภูเขาไฟดำ อะไรประมาณนั้น เพราะรูปลักษณะเหมือนกับดูข่าวในทีวีที่เกี่ยวกับภูเขาไฟ ผมอยากจะขึ้นไปให้สูงสุดของยอดเขานี้ แต่ไม่กล้า กลัวไปทำสิ่งที่น่าชื่นชมให้เกิดความเสียหาย ก็ได้แต่มองอยู่ด้านล่างอย่างพิศวงจริงๆ หลังจากที่รถจี๊ปคันงามเหยียบคันเร่งด้วยความแรง แล่นไปตามทะเลทรายอย่างบ้าบิ่น แต่ผมกลับมีความสุขบางครั้งเหมือนกับว่าเราลอยไปท่ามกลางทะเลทราย และยิ่งประทับใจยิ่งขึ้นเมื่อไกด์บอกว่า ต่อไปนี้จะเป็นอีกถิ่นของทะเลทรายดำ และภูเขายอดดำหลายร้อยลูก โอ้โห ถ้าให้ผมจินตนาการผมคงคิดว่ามีใครเอาหินดำก้อนเล็กๆ มาโปรยไว้บนพื้นทรายสีเหลืองอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่อยู่ดี เพราะว่าเมื่อผมเดินขึ้นมาถึงยอดภูเขาดำที่สูงที่สุดลูกหนึ่งแล้ว ผมกลับมองเห็นยอดภูเขาดำลูกเล็กๆ เกือบร้อยลูกที่ตั้งเด่นสง่าอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าที่เห็นลูกแรกเมื่อตะกี้เสียอีก ลมบนยอดเขาเย็นดีเหลือเกิน กว่าครึ่งชั่วโมงที่เรายืนดูด้วยความทึ่งในความงดงามของสถานที่แห่งนี้ ผมรู้สึกอยากจะรู้เรื่องราวความเป็นมาของถิ่นนี้แบบย้อนยุคจริง เพราะภาพที่เห็นมันดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน โอ้ พระเจ้า...งดงามอย่างบอกไม่ถูก และเมื่อลงจากยอดเขาสิ่งที่ต้องตะลึงยิ่งไปกว่าหลังจากที่รถแล่นมาได้สักระยะ สิ่งที่เห็นคือ กอหญ้าสีเขียวเข้มขึ้นกลางทะเลทรายได้อย่างไม่น่าเชื่อสายตาตัวเอง ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกที่ธรรมดาแต่เป็นแปลกอย่างน่าทึ่ง เพราะนอกจากจะสีเขียวแล้วยังมีความสดชื่นของกิ่งและใบมองเห็นได้ตั้งแต่อยู่ในตัวรถ พอรถจอดผมรีบวิ่งไปจับและพยายามสังเกตก่อนเลยว่า พุ่มไม้สีเขียวสด ที่เห็นอยู่ใช่ของแท้หรือไม่ และก็ต้องยอมรับว่า มันคือสิ่งมีชีวิตจริงๆ แล้วมันจะดูดน้ำเลี้ยงต้นและใบอย่างไรในเมื่อมันอยู่ท่ามกลางทะเลทรายที่ไม่มีน้ำแม้สักหยดบนพื้นพิภพในสถานที่แห่งนี้ ผมไม่รอช้า รีบให้เพื่อนถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานทันทีว่า นี่คือของจริงและในทะเลทรายที่แสนจะร้อนระอุกลับมีพุ่มไม้สีเขียวชอุ่มเกิดขึ้นได้ เพื่อนๆ คงคิดว่าผมเป็นนักธรณีกระมัง เพราะมัวแต่ก้มลงดูพุ่มไม้อย่างสงสัย และดูอยู่คนเดียว ทั้งที่คนอื่นไม่ได้สนใจแต่อย่างใด หรือสนใจแต่ไม่แสดงออกขนาดนั้น...ไม่รู้ล่ะ ในเมื่อมีโอกาสมาแล้วก็ต้องพิสูจน์กันให้ชัดไปเลยว่าอะไรมันคือของแท้หรือของเทียม การเดินทางมาครั้งนี้ ต่างจากครั้งแรกที่มามากนักเพราะครั้งแรกเป็นการเดินทางแบบรวบรัด แต่การเดินทางมาครั้งนี้กับท่านทูตนภดล เทพพิทักษ์ เอกอัครราชทูตประจำกรุงไคโรในสมัยนั้น ทำให้การเดินทางจึงเป็นไปอย่างละเอียด และชมความงามได้ครบทุกสถานที่อย่างสมบูรณ์ งานนี้ก็ต้องขอบคุณท่านทูต ที่ให้ผมติดตามไปด้วย เพราะเป็นการเดินทางร่วมสัมมนาระหว่างคณะกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนไทยฯ ชุดเก่าและต้อนรับคณะกรรมการชุดใหม่ การเดินทางในครั้งนั้นยังคงประทับใจทะเลทรายดำอย่างไม่ลืมเลือน และหากผู้ที่สนใจเดินทางให้ได้ภาพและบรรยากาศแบบนี้ ก็ต้องบอกผู้ติดต่อประสานงานในการทัวร์ทะเลทรายให้ดี เพราะผมไปมาแล้วหลายครั้งรู้สึกจะทุกครั้งจะไปยังสถานที่เดิมไม่มีอะไรแตกต่าง และไม่ได้ไปยังทะเลทรายดำที่ผมเคยไปหรืออาจเป็นเพราะไกด์นำเที่ยวไม่จอดให้เราได้สัมผัสกับยอดภูเขาดำก็เป็นไปได้อีกเช่นกัน ดังนั้น ก็ต้องมีการพูดคุยตกลงกันก่อน เพราะเมื่อการเดินทางเริ่มต้นขึ้นแล้ว จะเป็นการยากที่ทีมคาราวานจะประสานกัน และอาจทำให้เวลาในการเดินทางมีความคลาดเคลื่อนและถึงที่หมายช้าไปก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจกันก่อนการเดินทาง ตลอดระยะทางผมกำลังสงสัยว่า อิลวาฮะห์ ฟาราฟร่า" กับอิลวาฮะห์ อัลบารียะห์" สองสถานที่นี้มีการเชื่อมต่อกันหรือเปล่าและแล้วก็ได้คำตอบจากไกด์อย่างชัดเจน

           อันนี้ที่จริงแล้ว อิลวาฮะห์ อัลบารียะห์  หรือ อิลวาฮะห์ ฟาราฟร่า เป็นเขตเชื่อมต่อระหว่างเส้นทางของทะเลทราย แต่เป็นคนละเมืองกันเท่านั้นเอง ความงามของจุดศูนย์กลางของทั้งสองสถานที่นี่คือ "ทะเลทรายขาว" ซึ่งมีความงามที่แตกต่างจากสถานที่อื่นทั่วไปในพื้นที่ทะเลทรายต่างๆ นอกเหนือจากความสวยงามของพื้นดินเล็กๆ สีขาวที่ใสสะอาดและมีความแข็งเหมือนน้ำแข็งกลางทะเลในช่วงของฤดูหนาว แต่สถานที่แห่งนี้เสมือนน้ำแข็งที่เกาะตัวลอยอยู่กลางทะเลทรายสีเหลือง เป็นหย่อมๆ และที่แปลกตาไปกว่านั้นคือสถานที่แห่งนี้ จะเต็มไปด้วยหินรูปร่างแปลกตาน่าทึ่งถึงความสวยงาม ซึ่งไกด์นำทางบอกว่า ทุกอย่างที่เห็นอยู่ ณ ตอนนี้คือฝีมือของ ดิน ฟ้า อากาศ และพระเจ้า ที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นมาด้วยพลังลม แสงแดด และฤดูต่างๆ ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ดีที่สุด แปลกที่สุด ในบรรดาทะเลทรายต่างๆ ในขณะที่ไกด์นำทางได้บอกเล่า ซึ่งถือเป็นตอนเย็นใกล้จะพลบค่ำ ความสวยงามโดยมองจากที่สูงบนโขดหินใหญ่ ก็โอเค เป็นภาพที่สวย แต่ก็ยังไม่ได้อารมณ์เท่าที่ควร หรืออาจจะเป็นเพราะหิวและง่วงนอนด้วย ทุกอย่างที่ไกด์เล่ามาก็ได้ดูยิ่งใหญ่และเห็นด้วยทุกอย่าง

           พอตกตอนกลางคืน หลังรับประทานอาหารค่ำ แบบฉบับของอาหารเบดูอิน ไก่ย่าง ซุปลิ้นนก หรือไม่ก็แกงมันฝรั่ง และสลัดผักสดแบบง่ายๆ ได้เวลานั่งรอบกองไฟและการร้องเพลงขอบคุณต่อบรรพบุรุษคนเฒ่าคนแก่ ที่ยังคงรักษาสถานที่แห่งนี้ไว้ให้ลูกหลานมาหลายชั่วชีวิตคน และตามด้วยเพลงจังหวะแดนซ์ของชาวเบดูอิน น้ำชา กาแฟ ถูกจัดไว้อย่างดีสำหรับผู้ที่ต้องการสนุกสนานรอบกองไฟ หลังจากนั้น ก็มีการแจกที่นอนซึ่งเป็นเบาะเล็กๆ ผ้าห่มเก่าๆ เป็นขน ถ้าห่มในตอนกลางวันมีหวังคันตายเลย ผมเองยังนึกสบถอยู่ในใจ แต่ถ้าในเวลากลางคืนผ้าห่มชนิดนี้ช่วยได้จริงๆ เก็บความอุ่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าใครแพ้ฝุ่นหรือไม่มั่นใจในการห่มผ้าชนิดนี้ ก็ให้นำถุงนอนติดตัวมาด้วยจะดียิ่ง ทั้งสะดวกและสะอาดอีกด้วย ค่ำคืนนี้แม้มีผู้ร่วมเดินทางหลายคน แต่เชื่อไหม เหมือนนอนเพียงลำพังคนเดียว บรรยากาศรอบด้านมองเห็นภูเขาเล็กๆ หรือโขดหิน ขนาดหย่อมๆ บางทีก็นึกแปลกๆ หากมีโจรทะเลทราย หรือฝูงสุนัขจิ้งจอกขึ้นมาจะทำอย่างไรดีนึกขำอย่างเงียบๆ ลมหนาวเป็นตัวเปลี่ยนเรื่องราวทุกครั้งไป แสงไฟจากกองไฟทำให้คลายหนาวลงไปได้บ้างบางขณะ ก่อนจะหมุนตัวกลับมานอนในท่าตรงมองไปยังท้องฟ้าที่แสนจะมืดมิดโชคดีที่มีแสงจากดวงดาว ทำให้ฟ้าที่มืดมิดกลับมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างอัศจรรย์จริงๆ คืนนี้นอนนับดาวหลายล้านดวง แม้จะเริ่มต้นใหม่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่ย่อท้อจนกระทั่งหลับไปอย่างไม่รู้ตัว...

            นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่หลับไป ชีวิตเช้าวันใหม่ก็เริ่มขึ้น เสียงนกเสียกา เสียงรบกวนต่างๆ ไม่มีให้ได้ยิน มีเพียงความรู้สึกที่ได้รับจากกระแสลมเท่านั้นที่ทำให้รู้สึกตัว และได้เห็นภาพที่ชาตินี้ก็ไม่สามารถหาที่ไหนได้อีกแล้ว แสงอรุณส่องฟ้าสีแดงแฝงใยมากับสีเหลือง สาดแสงอ่อนๆ มากระทบกับเนินเขา ยอดเขา และโขดหินในรูปร่างที่แปลกประหลาด ผมรีบลุกขึ้นมาขยี้ตาไม่อยากให้ภาพที่เห็นหายไปจากความรู้สึกจริงๆ ทำไมโขดหินทุกลูกถึงดูมีชีวิตชีวา เหมือนมีใครเอาสีมาป้ายทา แสงดวงอาทิตย์กับสีต่างๆ ที่ส่องมา โขดหินบางก้อนเหมือนก้อนเมฆสีขาวนวลใย บางก้อนเหมือนสีที่แรเงาทำให้ดูนูนขึ้นมาอย่างอัศจรรย์จริงๆ

             ให้ตายเลยสถานที่ที่ผมถึงมาเมื่อตอนเย็นใกล้พลบค่ำ เป็นแค่หินสีขาวธรรมดาที่ไม่เห็นจะสวยงามสักเท่าไหร่ แต่ทำไมตอนนี้ ณ วินาทีนี้ ทุกอย่างมันถึงเปลี่ยนไป ทุกอย่างดูมีค่า หรือนี่ใช่ไหม ที่เขาเรียกกันว่า "อัซซอเราะอฺ อัลบัยเฎาะอฺ"  หรือภาษาอังกฤษว่า " Sahara El Beyda"  ทะเลทรายขาว โอ้พระเจ้า อะไรช่างสวยงามปานนี้ ทุกอย่างทำให้ผมรู้สึกว่าตอนนี้ "หลงเสน่ห์ หรือต้องมนต์ขลัง" แห่งดินแดนไอยคุปต์เสียแล้ว หินทุกก้อนดูขาวสะอาดเหมือนก้อนน้ำแข็งที่เกาะตัวเป็นหิมะและมีรูปร่างที่แตกต่าง บางรูปเหมือนไอศกรีมสีขาวใส บางรูปเหมือนเห็ดยักษ์ บางรูปเหมือนลูกไก่ บางรูปหน้าตาเหมือนคน ดูแล้วก็ยิ่งแปลกฉงนสนเท่ห์เป็นที่สุด โดยเฉพาะโขดหินวางกันเรียงราย เหมือนยักษ์ใหญ่หยอดหน้าขนมเค้กเลยก็ว่าได้ เพราะรูปลักษณะที่เหมือนกันทุกลูก ทั้งขนาด ทั้งรูปแบบ ผมมองแล้วยังอมยิ้มกับรูปแบบที่เห็นนี้ด้วยความสุข การได้มาที่แห่งนี้ รู้สึกอิ่ม ประทับใจ และเห็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่พระเจ้าสร้างมา และจะเก็บความรู้สึกนี้ไว้นานเท่านั้น อยากให้พวกเราทุกคนได้มาชมความงามแบบไม่มีการปรุงแต่งแบบนี้ บรรยากาศเรียบง่ายอย่างนี้ แล้วทุกท่านจะกลับไปเผชิญกับภาระหน้าที่ได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง แม้ความงามของทะเลทรายขาวจะเด่นดังก็ตาม แต่สำหรับผม รู้สึกประทับใจทะเลทรายดำมากกว่าเป็นพิเศษ...หรือผมกำลังจะต้องมนต์ขลังทะเลทรายดำเสียแล้ว

.................................................
(ต้องมนต์บนยอดเขา 'ทะเลทรายดำ'  : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ :โดย...ดลหมาน ผ่องมะหึง)