'ไอเอ็มเอฟ'ชมศก.ไทยฟื้นเร็ว

ผอ.ไอเอ็มเอฟชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็ว คาดจีดีพีโต 5.5% ชมภูมิภาคเอเชียแกร่ง แต่เตือนอาเซียนอย่าเร่งรีบใช้เงินสกุลเดียวแบบยุโรป เหตุสภาพเศรษฐกิจประเทศสมาชิกแตกต่างกันมาก

               นางคริสเตียน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ให้สัมภาษณ์นายสุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม โดยแสดงความชื่นชมประเทศไทยที่สามารถฟื้นสภาพเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคงและรวดเร็วจนกราฟการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในรูปตัว "วี" พร้อมส่งคำเตือนไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน อย่าเร่งรีบนำสกุลเงินเดียวมาใช้เช่นเดียวกับยุโรป
   
                นางลาการ์ดกล่าวด้วยว่า ไอเอ็มเอฟเห็นผลในเชิงบวกของการดำเนินการของไทย โดยเฉพาะการสร้างนโยบายทางการเงินที่สร้างสรรค์ และให้ความสำคัญกับการใช้นโยบายงบประมาณที่มั่นคงและครอบคลุม
   
                ทั้งยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลไทยต้องให้ความสำคัญกับการผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและการกระจายความมั่งคั่งให้ทั่วถึงประชาชนทั่วประเทศ
   
                ไอเอ็มเอฟคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2555 ว่า จะอยู่ในระดับ 5.5%
   
                ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟยังกล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศไม่มากนัก แม้วิกฤติเงินยูโรจะส่งผลให้รายได้จากการส่งออกสินค้าไปยังยุโรปลดลงประมาณ 10% และด้วยเครือข่ายการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของโลกที่โยงใยกันป็นเครือข่ายที่กว้างขวาง จะทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนอยู่บ้าง
   
                ทั้งยังยอมรับว่า สภาพที่เปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่กำลังเริ่มฟื้นตัว และวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป อาจจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีน แต่จีนก็สามารถรอดพ้นจากภาวะดังกล่าวด้วยนโยบายผสมผสานที่ทำให้เกิดรายได้ในระดับสูงทั้งก่อนและหลังการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศตะวันตก
   
                "ไอเอ็มเอฟสังเกตว่า การเชื่อมโยงระหว่างประเทศจำนวนมาก (ในมุมของการค้า การทำธุรกรรมทางการเงิน และการไหลของเงินทุนระหว่างประเทศ) เป็นปัจจัยเชื่อมโยงเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน ทั่วโลกและเอเชียสามารถใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงระหว่างประเทศเหล่านั้นไปได้ พร้อมๆ กับที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่มาจากวิกฤติในส่วนใดส่วนหนึ่งของโลกได้ โดยไม่มีทางป้องกันได้เลย"
   
                นางลาการ์ดยกตัวอย่างวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในเอเชียเมื่อปี 2540 ที่เป็นบทเรียนให้แก่พันธมิตรและเพื่อนร่วมโลกในยุโรป และสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้ประเทศต่างๆ ลดจำนวนหนี้สินสาธารณะและหนี้สินเอกชน เพื่อเตรียมรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากได้บทเรียนจากเอเชียแล้ว
   
                นอกจากนั้นในส่วนของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรก็เป็นที่น่ายกย่อง ผู้นำในกลุ่มประเทศเหล่านั้นประกาศให้สัญญาต่อสหภาพการธนาคาร และสหภาพการกำกับดูแลระบบธนาคาร ภายหลังจากผู้นำประเทศในกลุ่มยูโรโซนได้บรรลุข้อตกลงในการประชุมผู้นำสหภาพยุโรป (อียูซัมมิต) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ทำให้สถานการณ์ของยุโรปดีขึ้น และมีแนวโน้มทิศทางของเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
   
                นางลาการ์ดยอมรับด้วยว่า กลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรในปัจจุบันนั้น อยู่ในสถานะที่ต้องได้รับการดูแลมากเป็นพิเศษ และกล่าวด้วยว่า อาเซียนที่กำลังดำเนินการพัฒนาการเป็นประชาคมอาเซียนอย่างถูกทิศทาง โดยอาศัยความเข้มแข็งของกลุ่มประเทศสมาชิกที่รวมพลังกันขึ้นมา ทั้งยังได้เห็นบทเรียนที่แสนเจ็บปวดในยุโรป ที่ใช้เงินสกุลเดียวกันใน 27 ประเทศ แต่ไม่มีการตั้งสหภาพกำกับการจัดการงบประมาณของประเทศ ดังนั้น อาเซียนที่ประเทศสมาชิกมีความแตกต่างกันอย่างมากในด้านเศรษฐกิจ และมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ต่อหัว ที่แตกต่างกันอย่างมากนั้น ควรจะก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ มากกว่าที่จะรีบเร่ง
   
                ผอ.ไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า "อาเซียนเป็นเขตเศรษฐกิจที่เปล่งประกายแวววาว แต่อาเซียนก็ไม่ควรเร่งรีบหลอมรวมเพื่อเป็นประชาคมประเทศที่อยู่ภายใต้สกุลเงินเดียวกัน" และการอยู่ภายใต้สกุลเงินเดียวกันนั้น เป็นภาพที่มองเห็นได้ในอนาคต แต่คง "เร็วเกินไป" ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
   
                นางลาการ์ดยังชื่นชมกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนที่เพิ่มความเข้มแข็งด้านความสัมพันธ์ระหว่างกัน ตามข้อริเริ่มเชียงใหม่ (Chiangmai Initiative) ที่เป็นแนวทางการปกป้องประเทศสมาชิกในระยะสั้น ทั้งยังเป็นแนวทางการพัฒนาเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของกลุ่มประเทศอาเซียนในระยะยาวอีกด้วย
   
                ปัจจุบันไอเอ็มเอฟได้เปิดสำนักงานสาขาในพื้นที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือพม่าในการสร้างความสอดคล้องทางด้านการเงินกับต่างประเทศ และจะร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย ในการลงนามการให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคแก่พม่าและลาวต่อไป
   
                นางลาการ์ดเปิดเผยว่า ได้เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และขอบคุณนายกรัฐมนตรีไทยที่สนับสนุนไอเอ็มเอฟ รวมทั้งให้พื้นที่ตั้งสำนักงานในพื้นที่ธนาคารแห่งประเทศไทย การให้เงินสนับสนุนเข้ากองทุนสร้างเสถียรภาพของไอเอ็มเอฟ และ การภาคยานุวัติการเปลี่ยนแปลงบุคลากรผู้บริหารไอเอ็มเอฟ
   
                ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟยังกล่าวด้วยว่า ตนเองนั้นมีความตื่นตัวตลอดเวลาเพื่อพร้อมรับมือปัจจัยที่จะก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ใดๆ และไอเอ็มเอฟจะเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ เท่าทัน น่าเชื่อถือ และซื่อสัตย์ ในสังคมโลกที่มีการเชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึง