การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม 2555

ซีเรีย...

ซีเรีย... : กระจกเงา โดยอัศศิริ ธรรมโชติ korkown@gmail.com

                ประวัติศาสตร์โบราณกล่าวถึงซีเรียว่า คือเส้นทางการค้าของอาณาจักรบาบิโลน (อิรัก) กับเปอร์เซีย (อิหร่าน) ในการนำสินค้าออกสู่ทะเลเมอดิเตอร์เรเนียน และดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรียทุกวันนี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิอาหรับ
 
                ใครที่ได้ดูหนัง “ลอเรนซ์แห่งอาระเบีย” เมืองดามัสกัสนี้แหละที่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 นายทหารชาวอังกฤษได้นำพวกอาหรับเข้ายึดไว้ระหว่างทำสงครามกับพวกเติร์ก จนได้รับอิสรภาพ แต่สุดท้ายซีเรียกลับตกไปเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
 
                ดามัสกัสตั้งอยู่บนภูมิทัศน์ที่เป็นโอเอซิสที่อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำไหลผ่านใจกลางเมือง นับเป็นเมืองที่สวยงามและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอาหรับ เป็นที่ใฝ่ฝันของนักท่องเที่ยว
 
                ว่าเมืองหลวงของซีเรียมีทั้งพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด มหาวิทยาลัยและโรงเรียนดนตรีที่มีชื่อเสียง ส่วนงานหัตถกรรมที่ลือชื่อของโลกก็ได้แก่ ผ้าทอพื้นเมืองอันเป็นของดามัสกัสโดยเฉพาะ
 
                พื้นที่ประเทศซีเรียที่จริงกว้างขวางมากกว่านี้ แต่ได้ตกไปเป็นของอิรักบ้าง จอร์แดนบ้าง เลบานอนบ้าง และรวมทั้งดินแดนที่ถูกอิสราเอลยึดครองอยู่ หลังจากพบน้ำมันและได้เป็นเอกราชจากฝรั่งเศสแล้ว การเมืองของซีเรียกล่าวได้ว่าย่ำแย่เกือบตลอดมาก็ว่าได้
 
                ซีเรียได้ชื่อว่าปกครองประเทศแนวอนุรักษนิยม นับตั้งแต่กองทัพและทหารเข้ายึดอำนาจปกครองประเทศ มีผู้นำที่เป็นประธานาธิบดีจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก คือ บาซาร์ อัสซาด คนปัจจุบันนี้ รวมแล้วนับยาวถึง 42 ปี อะไรก็ไม่ดีขึ้น คนซีเรียคงจะเบื่อหน่าย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่
 
                ที่อียิปต์ มูบารักปกครองประเทศมา 30 ปี เกิด “อาหรับสปริง” คนอียิปต์ประท้วงขับไล่แค่ 18 วันก็ประสบผลสำเร็จ แต่ซีเรียใช้เวลามา 14 เดือนแล้ว มีแต่คนล้มตาย ยังมองไม่เห็นทางสำเร็จ
 
                สงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายต่อต้านกับรัฐบาลซีเรียว่ามีคนตายแล้วมากกว่า 1.5 หมื่นคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือนผู้ถูกลูกหลงจากการปราบปรามและสลายการชุมนุมของรัฐบาล
 
                สงครามมาไกลถึงขนาดที่ว่า ต่างฝ่ายต่างยิงใส่กันด้วยปืนใหญ่ จรวด ใช้ทั้งรถถัง มอเตอร์ไซค์ และระเบิดพลีชีพ เข้าสู้กันไม่เลือกและโดยไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง คนแก่ เป็นโรงเรียน โรงพยาบาล ไม่มีเว้น เกิดเหตุการณ์รุนแรงเข่นฆ่ากันมีการสังหารหมู่และมีคนตายทุกวัน
 
                มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้ถูกจับกุมคุมขังอีกมากนับเป็นหมื่นเป็นแสนคน และรวมทั้งผู้ที่ต้องอพยพลี้ภัยออกไปจากประเทศอีกเป็นจำนวนมาก
 
                ทั้งประเทศซีเรียและเมืองหลวงดามัสกัสกลายเป็นเมืองอันตรายที่มีแต่ความมืดมน มองไม่เห็นแสงสว่างแห่งความสงบสุข กลุ่มสันนิบาตชาติอาหรับก็ได้แต่มองดูและว่าเป็นเรื่องยากที่ซีเรียวันนี้จะกอบกู้ความสงบสุขให้กลับคืนมาได้อีก
 
                ว่า บาซาร์ อัสซาด แห่งซีเรีย ยังเป็นหนุ่มและมีกองทัพหนุนอยู่อย่างขันแข็ง ต่างจากมูบารักแห่งอียิปต์ ซึ่งเป็นผู้เฒ่าร่อแร่อย่างที่เห็นกันอยู่
 
                ซีเรียยุคอัสซาด ไม่ว่าจะพ่อหรือลูกเป็นมิตรกับอิรักและดำเนินนโยบายอย่างเปิดเผยว่า เป็นอริศัตรูกับโลกตะวันตกและอิสราเอล อีกทั้งยังมีปัญหาทางประวัติศาสตร์กับตุรกีพวกเติร์ก ที่มีพรมแดนติดกันด้วย
 
                ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้กล่าวว่า แท้จริงแล้วโลกตะวันตกและสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการโค่นล้มรัฐบาลซีเรียลงในครั้งนี้ เป็นผู้ที่สนับสนุนทั้งในด้านเงินทุน อาวุธ และแผนการที่ทำให้พวกมือปืนและพวกผู้ก่อการร้ายก่อการไม่สงบขึ้นในซีเรีย
 
                และว่า ชายแดนที่พวกผู้ก่อการร้ายติดอาวุธอาศัยเข้ามาก่อความไม่สงบขึ้นในซีเรียนั้น ก็ได้แก่พรมแดนด้านที่ติดกันกับตุรกีนั่นเอง จะจริงเท็จอย่างไรก็ยังไม่มีใครรู้จริงครับ
 
                แต่ที่แน่ๆ ประเทศซีเรีย และเมืองหลวงดามัสกัส ที่เคยได้ชื่อว่ามีความสงบและสวยงามแห่งหนึ่งในตะวันออกกลางได้เละเทะไปแล้ว ด้วยการฆ่ากันเองแบบรายวันอย่างน่าสยดสยอง นับตั้งแต่ผู้ใหญ่ลงมาจนถึงเด็กวัยแค่ 10 ขวบ
 
                ทั้งหมดนี้นำมาเล่าก็หวังว่าจะให้เป็นนิทัศน์อุทาหรณ์สำหรับประเทศหนึ่ง ซึ่งคนในชาติกำลังกระเหี้ยนกระหือรือ เหมือนว่าอยากจะฆ่ากันเต็มทีแล้ว
 
                “ศุกร์ 13” พรุ่งนี้จะฝันดีฝันร้ายย้ำคิดกันไว้บ้างก็จะดีครับ