หยุดสร้างความแตกแยก

หยุดสร้างความแตกแยก : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 10 ก.ค.2555

              สถานการณ์บ้านเมืองกลับเข้าสู่บรรยากาศอึมครึมอีกครั้ง หลังจากศาลรัฐธรรมนูญกำหนดวันวินิจฉัยว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้นเข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งที่รู้กันทั่วไปว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไปพิจารณาแล้ว กำหนดวันนัดฟังคำวินิจฉัยก็ต้องมีขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาก็คือ มีกลุ่มคนที่ไม่พอใจนับแต่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องนี้ไปวินิจฉัยแต่แรกกลุ่มหนึ่ง กับกลุ่มที่หนุนให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกกลุ่มหนึ่ง และมีแนวโน้มว่าจะเผชิญหน้ากัน
 
              ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว มีความพยายามหาทางออกในรูปแบบต่างๆ มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดแล้วชุดเล่า มีการจ่ายเงินเยียวยาเป็นแสนเป็นล้าน แต่ความรู้สึกแตกต่างทางการเมืองก็ไม่อาจจำกัดอยู่ในเฉพาะวงสนทนา หรือสะกดไว้ในจิตสำนึกของแต่ละคนอย่างที่ควรจะเป็นได้ ความแตกต่างในทางความคิดทางการเมืองถูกกระตุ้นให้แสดงออกทั้งกาย วาจา ใจ บ้างครั้งถึงขั้นพร้อมเข้าใช้กำลังปะทะ เพราะคิดไปว่า กำลังมาก หรือพวกมากย่อมเป็นผู้ชนะ จนบางครั้งมีคำถามว่า บ้านเมืองเราถูกปลุกเร้าด้วยเสียงข้างมากให้ทำอะไรก็ได้มากเกินสำนึกศีลธรรมอันดีไปหรือไม่
 
              ความขัดแย้งทางการเมืองแทนที่จะจบลงในเวทีรัฐสภา ที่นักการเมืองทั้งหลายต่างก็รู้ดีว่า เป็นที่พูดคุยเจรจา แต่สภาพความเป็นจริงในปัจจุบันกลับหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ความขัดแย้งขยายวงออกนอกสภา นักการเมืองต่างก็ปลุกเร้าให้เกิดความเกลียดชังฝ่ายตรงกันข้ามของตนเอง โดยที่ไม่สนใจว่า ผลกระทบด้านมืดที่เกิดขึ้นตามมานั้น จะมีวิธีการขจัด หรือรับมือกับมันอย่างไร มองแต่เพียงระยะสั้นว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากการทำเช่นนี้ ส่วนระยะยาวก็มุ่งหวังเพียงว่า คนเหล่านี้จะเป็นฐานเสียงชั้นเลิศโอบอุ้มให้กลับเข้าสภามาเป็นผู้แทนราษฎรอีกครั้งเท่านั้น
 
              ถึงแม้ว่าวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะยังไม่มีคำวินิจฉัยใดๆ ออกมา และไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรให้สาธารณชนได้เห็น แต่คำวิพากษ์วิจารณ์ การคาดเดาทิศทางที่จะออกที่จะเป็นก็เกิดขึ้นจนกลายเป็นข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางตามจินตนาการของแต่ละบุคคลว่า ถ้าออกมาอย่างนั้นอย่างนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ว่ากันไปถึงขั้นที่ว่า หากไม่ถูกใจมวลชนแล้วอาจจะเกิดปัญหา ซึ่งคนที่พูดเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายและการทำหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละท่านว่าประวัติความเป็นมาอย่างไร ไม่ใช่ไม่รู้ว่าคำวินิจฉัยย่อมไม่สามารถผิดเพี้ยนไปจากกรอบข้อกฎหมายที่มีอยู่
 
              เพียงแค่ผลประโยชย์บังตา คำอธิบายให้สาธารณชนได้รับรู้รับทราบก็เลยละเลยไปว่า ความสงบและศีลธรรมอันดีของคนในชาติคือสิ่งที่เมื่อมาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรแล้วจะต้องมุ่งไปทางนั้นตลอดเวลา และต้องเชื่อมั่นว่า คำวินิจฉัยในวันที่ 13 กรกฎาคมนั้น คือทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น ถูกก็เดินหน้าต่อไป แต่ถ้าผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด แล้วไปแก้ไขใหม่ให้ถูกต้องเสีย ไม่เห็นจะต้องไปปลุกมวลชนให้ออกมาจนคุมกันไม่ได้ สร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมืองกันอีก เลิกปลุกเร้าให้บ้านเมืองแตกแยกกันเสียที