เห็นสปอตโฆษณา ต้อนรับกรุงเทพฯ เมืองหนังสือโลก 2556 จากยูทูบแล้วอึ้งไปหลายวินาที ไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาบรรยาย
ยังไม่เห็นสปอตชุดนี้ ซึ่งมีด้วยกันสองเรื่องจากหน้าจอฟรีทีวี (ซึ่งไม่ค่อยได้ดู) และยังไม่เห็นข่าวว่าใครหรือบริษัทไหนเป็นผู้ทำโฆษณาอันลือลั่น ด่ากันสนั่นเมือง ก็เลยลองมองโลกแง่ดีว่า นี่อาจเป็นการแหย่ให้ผู้คนหันมาสนใจประเด็นการอ่าน แล้วถกเถียงกันต่อไปว่าอะไรคือเมืองหนังสือโลก หรือทำอย่างไรจะไปถึงเมืองหนังสือโลกในฝันก็ได้ เพราะไม่อยากเชื่อว่ากรุงเทพมหานคร ต้นทางของการรณรงค์เมืองหนังสือโลก ซึ่งน่าจะเป็นผู้อนุมัติสปอตโฆษณาชุดนี้ จะอับจนความคิดได้เพียงนี้
ในอีกนัยหนึ่ง การมองโลกแง่ดี คือฝันค้างของคนไม่ยอมรับความจริง
แต่ถ้าหันมายอมรับความจริง เราคงต้องปาดน้ำตาจระเข้และไม่จระเข้กันบ้าง เมื่อคิดว่า ตกลงแล้วกรุงเทพมหานคร เข้าใจความหมายของเมืองหนังสือโลกแบบไหน และเอาเข้าจริงๆ คนไทยโดยทั่วไป คิดถึงเมืองหนังสือแบบไหน คิดถึงการอ่านแบบไหน
ทุกวันนี้เราส่วนมากพอใจกับการอ่านข้อความสั้นๆ ทางโซเชียลมีเดียต่างๆ อาทิ ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก ใครเขียนอะไรยาวเกินสามบรรทัด อาจถูกผู้อ่านบอกว่าทำให้มึนงง รวมทั้งบทความยาวๆ นี่ด้วย
สมองของเราแต่ละคน ชักเริ่มคุ้นชินกับรูปแบบของคำหรือประโยคสั้นๆ ของเรื่องราวต่างๆ ที่หลากหลายท่วมท้น เรื่องโน้น เรื่องนี้ เรื่องนั้น ซึ่งกำลัง “อินเทรนด์” แต่ไม่จำเป็นต้องมีรายละเอียด และถึงมีก็อาจไม่อ่าน หรือไม่ต้องการทำความเข้าใจ
สิ่งเดียวหรือเกือบจะเป็นสิ่งเดียวในสังคมไทยเวลานี้ ที่ผู้คนโดยเฉพาะเยาวชนได้รับการสนับสนุนว่าต้องเข้าใจมากๆ ถ้าต้องการประสบความสำเร็จคือ “ภาพลักษณ์”
ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นต้องอ่าน หรืออาจแค่ถือติดมือ เพื่อทำท่าอ่านคือ คำขวัญจูงใจให้ชีวิตประสบความสำเร็จเป็นเศรษฐีตั้งแต่อายุยี่สิบ คำคมหรือธรรมะเก๋ๆ สั้นๆ หรือหนังสือปกสวยๆ ภาษาอังกฤษ ที่เอามาใช้ประดับภาพลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์คนเก่ง ภาพลักษณ์คนดีศรีประเทศไทย หรือภาพลักษณ์อัจฉริยะสร้างได้ในห้านาที
สปอตโฆษณาเมืองหนังสือโลกที่ด่ากันขรมถมเถในเวลานี้ ว่าด้วยภาพลักษณ์ล้วนๆ
สปอตแรกให้ภาพและเสียงบรรยายว่า เด็กผู้ชายหน้าตา “ไม่ฉลาด” (ข้าพเจ้าคิดว่าค่อนข้างจะส่อนัยดูหมิ่นผู้บาดเจ็บพิการทางสมองด้วยซ้ำ) ดูฉลาดขึ้นทันที เมื่อหยิบหนังสือที่หน้าปกเขียนว่า “อัจฉริยะ” ขึ้นมา (ทำท่า) อ่าน ทำนองเดียวกันกับเด็กผู้หญิงที่ดูดนมหวาน หัวเราะคิกคัก ดูฉลาดเมื่อหยิบหนังสือภาษาอังกฤษขึ้นมา (ทำท่า) อ่าน
สปอตที่สองซึ่งมีเด็กชายเป็นนักแสดงนำ เนื้อหาไม่ต่างกัน แต่เพิ่มรายละเอียดว่า มีคนมาซื้อของ ซึ่งพูดจากระโชกโฮกฮากกับเด็กที่นั่งอยู่หน้าร้าน เพราะนึกว่าเด็กไม่ฉลาด แต่ทันทีที่รอบๆ ตัวเด็กมีหนังสือภาษาอังกฤษวางกองระเกะระกะ และเด็กถือหนังสือภาษาอังกฤษในมือ คนซื้อของคนนั้นก็พูดจาดีด้วยทันที เพราะเห็นว่าเด็กฉลาด
สปอตที่สองนี้ไร้รสนิยมยิ่งกว่าสปอตแรก เพราะไม่เพียงจะนำเสนอภาพลักษณ์ปลอมๆ ยังเสนอความคิดตกต่ำของคนที่กดขี่คน เพราะเห็นว่าอีกคนมีสถานะต่ำกว่า ฉลาดน้อยกว่า และยังสนับสนุนให้คนแล้งน้ำใจ เพราะภาพที่เสนอก็คือ การ(ทำท่า) อ่านหนังสือทำให้คุณดูฉลาดเพื่อที่จะได้มีคนมานอบน้อม เป็นการดีแก่คุณเอง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับใคร การ (ทำท่า) อ่านไม่ได้ให้อะไรนอกจากชื่อเสียงว่าคุณฉลาด เพราะคุณยังคงเป็นคนใจดำไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลใคร ไม่สนใจว่าใครมาขอความช่วยเหลือคุณเลยก็ได้ เนื่องจากไม่ว่าจะมีหรือไม่มีหนังสือ เด็กชายผู้นี้ ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองกับผู้ที่มาถามหาจะซื้อของในร้าน ราวกับผู้ถามเป็นอากาศธาตุ
ถ้าพิจารณาจากสปอตนี้ เราจะพูดอะไรได้มากไปกว่าว่า กรุงเทพมหานครและผู้ทำสปอตโฆษณา ไม่เข้าใจความหมายของหนังสือและการอ่าน สมควรอย่างยิ่งที่คุณมกุฎ อรดี บรรณาธิการอาชีพคนสำคัญของประเทศไทยจะชี้แนะด้วยการลงรูปหมา “เล็กดำ” ในเฟซบุ๊กส่วนตัว แล้วเขียนบรรยายภาพว่า
“'สีดำ' หรือบางคนเรียก 'เล็กดำ' เป็นหมาขี้เรื้อนของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ อายุ 15 ปีแล้ว อยู่ในห้องหนังสือตลอดชีวิต เราจึงเชื่อว่า 'เล็กดำ' เป็นอัจฉริยะยิ่งกว่าใครทั้งสิ้นในประเทศไทย เพราะเล็กดำสัมผัสจับต้องหนังสือทุกเล่มของสำนักพิมพ์นี้และสำนักอื่น นับจำนวนไม่ได้ หรือนับไม่ถ้วนนั่นเอง ถ้าด้วยตรรกะว่า 'เพียงมีหนังสืออยู่ในมือก็ทำให้ดูฉลาด' 'เล็กดำ' ก็เป็นสุดยอดแห่งปราชญ์ของประเทศทีเดียว เราเข้าใจเรื่องหนังสือและการอ่านผิดกันไปหมด---หมดจริงๆ"
กำลังสงสัยว่า เราจะปลูกฝังความเข้าใจแบบนี้กันอีกนานเพียงใด
.......................................
(หมายเหตุ เมืองหนังสือ : คอลัมน์ พริกกะเกลือ โดย... นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ nitny@nationgroup.com https://www.facebook.com/NithinandY)