ของจริง-ของปลอมกับบทบาทกสทช.

'ปลอม' ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ระบุไว้ว่า ทําให้เหมือนคนอื่นหรือสิ่งอื่น

                 คำว่า "ปลอม" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ระบุไว้ว่า "ทําให้เหมือนคนอื่นหรือสิ่งอื่น เพื่อให้หลงผิดว่าเป็น คนนั้นหรือสิ่งนั้น เช่น ปลอมตัว หรือไม่แท้หรือไม่จริงตามสภาพของสิ่งนั้น เช่น ฟันปลอม ผมปลอม" ดังนั้นโทรศัพท์มือถือทั้ง 280 รุ่นที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สั่ง 27 บริษัทผู้นำเข้าให้ทำลายทิ้งภายใน 30 วัน คงจะเรียกว่ามือถือ "ปลอม" ไม่ได้ เพราะโทรศัพท์เหล่านั้นไม่ได้ผลิตลอกเลียนแบบ หรือผลิตขึ้นโดยให้หลงเชื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทอื่นๆ

                แต่ถ้าจะให้นิยามกันจริงๆ จังๆ ก็ต้องเรียกว่า "มือถือไร้มาตรฐานความปลอดภัย" เพราะจุดใหญ่ใจความที่ถูกสั่งห้ามนำเข้าและต้องทำลายทิ้งในทันทีนั้น เป็นเพราะผู้ผลิต (ทั้งหมดจากโรงงานในประเทศจีน) สร้างหลักฐานผลการทดลองความปลอดภัยจากห้องปฏิบัติการ "ปลอม" ขึ้นมาเพื่อใช้ยื่นประกอบการขายสินค้าให้ดูดีมีคุณภาพเป็นที่น่าเชื่อถือแก่ผู้บริโภค

               ในประเด็นนี้โทรศัพท์มือถือจึงไม่ใช่ "ของปลอม" แต่ "มีการสร้างหลักฐานปลอม" ใช้สนับสนุน และทำให้คิดต่อไปได้ว่าผู้นำเข้าสินค้าทั้ง 27 ราย "ไม่ทราบข้อมูล" โดยบริสุทธิ์ใจ หรือแกล้งปิดตาข้างหนึ่งเพื่อให้มองไม่เห็นจุดด้อยของโทรศัพท์มือถือไร้มาตรฐานเหล่านี้ ที่มีราคาถูกและต้องตาต้องใจคนไทยที่นิยมของถูกโดยไม่ค่อยคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยอะไรนัก

               กสทช.ออกประกาศเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2555 ให้ผู้นำเข้าส่งเอกสารชี้แจงต่อ กสทช.ภายใน 30 วัน เพื่อแก้ข้อกล่าวหา และรักษาสิทธินำเข้าโทรศัพท์มือถือทั้ง 280 รุ่นนั้นต่อไป แต่มีเงื่อนไขว่าผู้นำเข้าทั้ง 27 รายจะต้อง "ทำลาย" โทรศัพท์มือถือที่นำเข้ามาก่อนวันที่ 20 มิถุนายนทั้งหมด ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ประกาศนี้ มีผลใช้บังคับ แล้วแจ้งให้สำนักงาน กสทช. ทราบพร้อมหลักฐาน

               ทั้งระบุด้วยว่าผู้นำเข้าจะต้องให้บริการบำรุงรักษาแก่ผู้บริโภคที่ซื้อโทรศัพท์มือถือเหล่านั้นต่อไป

               ปัจจุบันมีปริมาณการนำเข้าโทรศัพท์มือถือเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยเฉลี่ยปีละ 16 ล้านเครื่อง ส่วนโทรศัพท์มือถือที่พบว่ามีการใช้เอกสารปลอมมีทั้งหมด 280 รุ่น จาก 27 บริษัท ประกอบด้วย รุ่น "อาม่า" กับ "อาม่า พลัส" ของ บริษัท มีเดีย อินฟินิตี้ จำกัด และโทรศัพท์มือถือยี่ห้อเอ็มทีเอ็ม (MTM) พบแปลงเอกสาร 45 รุ่น และของบริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) ในรุ่นเจโฟน 8 รุ่น ส่วนบริษัท ทีดับบลิวแซด จำกัด (มหาชน) หรือ TWZ พบว่ารุ่น โฟนวันมี 29 รุ่นที่เป็นเอกสารปลอม

               การผลิตและจำหน่ายโทรศัพท์มือถือปลอมและไร้มาตรฐานคุณภาพนั้นไม่ใช่ปัญหาเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นปัญหาระดับโลกที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างหาทางแก้ไขกันมาโดยตลอด

               นายไมเคิล มิลลิแกน เลขาธิการใหญ่ที่ประชุมผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ (เอ็มเอ็มเอฟ) กล่าวว่า การลักลอบจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ "ปลอม" ในโลกนั้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมีการประเมินการผลิตโทรศัพท์มือถือปลอมเหล่านี้มากกว่า 200 ล้านเครื่องต่อปีในปัจจุบัน

               นอกจากนั้นการผลิตโทรศัพท์มือถือปลอมยังคงทำได้เหมือนกับของจริงมากยิ่งขึ้นทุกวัน ทั้ง รูปลักษณ์ ฉลากต่างๆ รูปทรง และแพ็กเกจ ทำให้ยากต่อการแยกแยะว่าเป็นของจริงหรือของปลอม ดังนั้นเพื่อช่วยให้การแยกแยะโทรศัพท์มือถือปลอมนั้นทำได้ง่ายขึ้น เอ็มเอ็มเอฟจึงได้จัดตั้งเว็บไซต์กลาง www.spotafakephone.com ที่จะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือของจริง หลีกเลี่ยงการซื้อโทรศัพท์มือถือปลอมให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลกได้ใช้งานกัน

               แต่ในกรณีล่าสุดของประเทศไทยนั้น ไม่ใช่การปลอมโทรศัพท์มือถือ แต่เป็นการฉ้อฉลของผู้ผลิตที่สร้างหลักฐานเท็จขึ้นมา ทำให้การตรวจสอบของผู้บริโภคนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ และต้องพึ่งพากลไกของรัฐ และหน่วยงานกำกับดูแลผลประโยชน์ผู้บริโภคเป็นหูเป็นตา ตรวจสอบคุณภาพแทนผู้บริโภคตาดำๆ

              ก่อนหน้านี้ผู้บริโภคที่นิยมซื้อสินค้าราคาถูกต้องเสี่ยงกับการซื้อโทรศัพท์มือถือที่เปรียบเสมือนกับระเบิดเคลื่อนที่กันมาแล้ว เพราะอยู่ดีๆ แบตเตอรี่ก็ระเบิดออกมาเอง ทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ซึ่งนั่นเป็นกรณีของโทรศัพท์มือถือ "ปลอม" อย่างแท้จริง แต่ด้วยโทรศัพท์มือถือไร้มาตรฐานที่ กสทช.กำลังจัดการอยู่ในเวลานี้นั้น แม้จะยังไม่มีกรณีการระเบิดของแบตเตอรี่ หรือทำให้ผู้ใช้ได้รับบาดเจ็บทางกายภาพที่เห็นได้อย่างชัดเจน ก็ก่อให้เกิดความไม่มั่นใจอีกหลายประการว่าผู้ใช้โทรศัพท์มือถือประเภทนี้จะต้องเสี่ยงกับอันตรายที่มองไม่เห็นอะไรบ้าง

              ต้องขอยกย่องคณะกรรมการกสทช.ที่มุ่งมั่นทำหน้าที่ในการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นจริงเป็นจัง และเป็นความหวังได้ระดับหนึ่งว่าระบบโทรคมนาคมในประเทศไทยจะมีคุณภาพที่ดีและคุ้มค่าให้ผู้บริโภคทั่วไปได้ใช้งานอย่างสบายใจต่อไป