การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม 2555

เชยและล้าหลัง

เชยและล้าหลัง : เสรีภาพและความรับผิดชอบ โดยนายประชา ช้ำชอก aryusprateep@gmail.com

               เห็นภาพข่าวมวลชนจากกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยในนามกองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมกันบริเวณหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้กำลังใจตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาคำร้องว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยกำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญเสียใหม่ทั้งฉบับ เป็นกรณีของการล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่แล้ว ให้รู้สึกพะอืดพะอม ขมขื่นใจ
 
               พูดไม่ออกบอกไม่ถูก กับภาพมวลชนชาวบ้านหน้าตาใสซื่อ บริสุทธิ์ใจ สวมใส่ชุดนักรบกองทัพปลดแอกประชาชน แต่งเครื่องแบบสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในอดีตออกมาเคลื่อนไหวกัน ขณะที่แกนนำอย่างนายทองดี นามแสงโคตร ผู้ประสานงานกลุ่มกองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพูดจาฉาดฉานให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า การรวมตัวชุมนุมกันครั้งนี้ก็เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และให้กำลังใจการทำหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
 
               เป็นอารมณ์ ความรู้สึกอย่างเดียวกัน เมื่อได้เห็นสีหน้าแววตาของมวลชน ชาวบ้านซึ่งสวมใส่เสื้อแดงเข้าร่วมการชุมนุมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. นั่งอยู่ตามท้องถนน ฟังแกนนำด่าทออำมาตย์ โจมตีศาล-ตุลาการตลอดจนฝ่ายตรงกันข้ามอย่างเมามัน
 
               ที่แตกต่างกันออกไป เห็นจะเป็นเนื้อหาสาระในการพูดจาปราศรัย ข้ออ้างการรวมตัวชุมนุม โดยฟากหนึ่งคือ นปช.และพรรคเพื่อไทยนั้น ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายผูกขาดหยิบยกนำเอาประเด็นว่าด้วยประชาธิปไตยขึ้นมาเคลื่อนไหวอยู่เพียงข้างเดียว
 
               เอ่ยอ้างประชาชนพูดถึงประชาธิปไตย ด่าเผด็จการ โจมตีอำมาตย์ได้เป็นไฟแลบ จนแลเสมือนเป็นฝ่ายที่มีอุดมการณ์ความคิดทางการเมืองที่ก้าวหน้ากว่าไป
 
               แต่ก็แปลกที่ประชาธิปไตยของฝ่ายนี้กลับยกเทิดทูน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ต่างไปจากท่านผู้นำของชาติเผด็จการ ภักดีต่อตระกูลชินวัตรราวกับราชวงศ์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ไม่ปาน
 
               ได้อำนาจรัฐมาก็ด้วยนโยบายประชานิยมและการปลุกระดมแกนนำบนเวทีซึ่งล้วนเป็นคนปักษ์ใต้ โดยอาศัยคนยากคนจนชาวบ้านภาคอีสานเป็นฐานมวลชนหลัก
 
               ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง คือพรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตลอดจนมวลชนแนวร่วมไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสยามสามัคคี นักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภากลุ่ม 40 ส.ว. ฯลฯ นั้น ดูเหมือนจะผูกขาดความจงรักภักดีเอาไว้อยู่เพียงข้างเดียว
 
               เอะอะอะไรก็กล่าวอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสรณะ คำหนึ่งจงรักภักดี อีกคำก็ปกป้องในหลวง
 
               ประหลาดไปอีกแบบที่เล่นการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแท้ๆ แต่กลับเหินห่าง ไกลออกไปจากประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศทุกขณะ
 
               จากที่เคยมีปูมประวัติโดดเด่นในเรื่องของการต่อสู้เผด็จการ ต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็นฝ่ายซึ่งถูกมองว่า มีอุดมการณ์ความคิดทางการเมืองที่ล้าหลังลงเรื่อยๆ
 
               พฤติกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมืองแลเสมือนไปฉุดรั้ง ขัดขวางพัฒนาการระบอบการปกครองประชาธิปไตย ที่แม้กระทั่งชนชั้นกลางซึ่งเป็นมวลชนหลักยังเบื่อหน่ายเอือมระอา
 
               ถึงแม้จะเอาชนะเสียงข้างมากในสภาได้ เป็นที่ถูกใจฝ่ายนิยมเจ้า แต่ก็ยากที่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ
 
               ถามจริงๆ เถอะเล่นการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม หรือรอให้สังคมมาเปลี่ยนแปลงนักการเมืองกัน