ไม่ว่าสังคมของชนเผ่าใดในโลกนี้ก็ตาม การประกอบอาชีพด้วยความวิริยะอุตสาหะล้วนเป็นเรื่องน่ายกย่อง การทำมาหากินด้วยอาชีพสุจริตเพื่อสร้างฐานะหรือเพื่อเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว คนที่ได้พบเห็นล้วนชื่นชมและนำไปกล่าวถึงในทางสรรเสริญทั้งสิ้น ตรงกันข้ามกับคนที่ขลุกอยู่แต่อบายมุขใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา ย่อมมีแต่คนก่นด่าว่าร้ายและไม่อยากคบหา
แต่การทำมาหากินแม้จะเป็นสินค้าหรือบริการที่ถูกต้องตามกฎหมายและศีลธรรม ก็ต้องประกอบการภายใต้กฎระเบียบของสังคม และไม่เบียดเบียนผู้อื่นที่อยู่ในสังคมเดียวกันด้วย ทั้งนี้ กฎระเบียบของสังคมย่อมหมายความถึงกฎหมายที่มีการบัญญัติไว้ มิใช่สักแต่เพียงแค่กล่าวอ้างว่าเป็นการกระทำของสุจริตชน ที่ต้องประกอบอาชีพหาเลี้ยงตนเองเท่านั้น
มีคนแบ่งประเทศในโลกนี้เอาไว้เป็นสามระดับด้วยกัน คือประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่กำลังพัฒนา และประเทศด้อยพัฒนา ส่วนจะใช้มาตรฐานด้านใดมาเป็นเครื่องมือในการแบ่งนั้น ผมเองก็จำไม่ได้เสียแล้ว รู้แต่เพียงแค่ว่าประเทศไทยของเรานั้น ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของประเทศที่กำลังพัฒนามาตั้งแต่สี่ห้าสิบปีที่แล้ว จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้รับการยกระดับให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
ทั้งนี้ น่าจะเป็นด้วยว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมนั้น รัฐบาลหรือนักการเมืองในประเทศนั้นๆ วางกฎกติกาเอาไว้อย่างเคร่งครัด มีการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันสำหรับคนในทุกระดับชั้น จนทำให้คนในสังคมหรือในประเทศนั้นๆ เล็งเห็นความสำคัญของสังคมส่วนรวมก่อนที่จะนึกถึงประโยชน์ส่วนตน
มีตัวอย่างมากมายที่เกิดขึ้นจริงและสังคมไทยคงต้องเป็นผู้ให้คำตอบ เช่น เมื่อคุณลงทุนซื้อทาวน์เฮ้าส์หลังน้อยๆ เป็นที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านจัดสรร วันดีคืนดีทาวน์เฮ้าส์หลังติดกับคุณเปิดเป็นร้านขายอาหารหรือถึงขั้นเป็นสถานบันเทิงขนาดย่อมเปิดให้บริการจนดึกดื่น กรณีอย่างนี้จะยกย่องให้เพื่อนบ้านของคุณเป็นคนขยันทำมาหากิน หรือเป็นคนที่ทำให้สังคมขาดความเป็นระเบียบและทำให้เพื่อนบ้านเดือดร้อนกันแน่
หรือในชั่วโมงเร่งด่วนบนถนนของเมืองกรุงที่การจราจรติดขัดมาก กลับมีรถเข็นขายผลไม้ถูกเข็นไปอย่างเนิบนาบโดยไม่สนใจสภาพการจราจรที่เกิดขึ้น หรือมีรถสามล้อแดงถูกถีบอย่างอ้อยอิ่งเพื่อไปหาซื้อกระดาษที่ใช้แล้ว กรณีเช่นนี้หากคนเข็นรถขายผลไม้หรือคนถีบรถสามล้อแดงต้องถูกจับกุมข้อหากีดขวางการจราจร สังคมไทยจะเห็นด้วยกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ หรือจะก่นด่าว่าเป็นการกระทำที่ “เกินเหตุ” ไป
หรือแม้แต่ทางเท้าที่มีไว้เพื่อให้ผู้คนสัญจรไปมาได้สะดวกและปลอดภัย กลับถูกยึดนำไปเป็นพื้นที่สำหรับขายของเพื่อเลี้ยงชีพ แรกทีเดียวก็ใช้คำว่า “หาบเร่” เป็นข้อกล่าวอ้าง ต่อจากนั้นก็ขยับฐานะเป็น “รถเข็น” ก่อนที่จะแปลงร่างเป็น “แผงลอย” ซึ่งอยู่ประจำที่ถาวรมากขึ้น หรือท้ายที่สุดกลายเป็นเพิงยามประกอบธุรกิจ และเป็นที่วางกองเครื่องมือประกอบอาชีพเอาไว้อย่างถาวรเมื่อหมดเวลาประกอบการ
ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของตัวอย่างของความขัดแย้งทางเหตุผล ระหว่าง “ทำมาหากินด้วยอาชีพสุจริต” และ “ความไร้ระเบียบละเมิดกติกาของสังคม” ที่เราสามารถพบเห็นกันได้ทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งมีทั้งมุมมองจากคนที่เห็นว่าเป็นปัญหาการเอาเปรียบสังคม และจากมุมมองของคนที่เห็นว่าเป็นการประกอบอาชีพสุจริต แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมใดๆ ก็ตาม คงไม่มีใครตอบได้ว่า “ถูกหรือผิด” นอกจากคนในสังคมนั้นๆ หรือคนไทยด้วยกันทั้งหมด และสำคัญที่สุดคือ ผู้ที่มีหน้าที่รักษากฎระเบียบกติกาของสังคมครับ
----------
(หมายเหตุ : คอลัมน์ ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ทำมาหากิน : โดย ... พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)
----------