อย่าปล่อยให้ไล่ฆ่ากัน

อย่าปล่อยให้ไล่ฆ่ากัน : บทบรรณาธิารประจำวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2555

             เหตุการณ์คนร้ายสังหารนายเอกลักษณ์ คงแก้ว นายชัยเฉลิม ม่วงน้อยเจริญ และนายนฤพล ม่วงน้อยเจริญ เสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม ด้วยการจับมัดมือไพล่หลังจ่อยิงศีรษะทีละคน เหตุเกิดที่หมู่ 13 บ้านโคกกรวด ต.วังตาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา ถือเป็นอีกคดีใหญ่คดีหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการค้าสิ่งผิดกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่า ฆาตกรในคดีนี้น่าจะเป็นนักค้ายาเสพติดจากนอกประเทศ ที่เข้ามาล้างแค้นหรือเอาคืนกลุ่มคนไทยที่ทำให้เขาเสียประโยชน์จากธุรกิจมืด สะท้อนให้เห็นว่า การไล่ฆ่ากันอันเป็นผลมาจากขบวนการค้ายาเสพติดเริ่มหวนกลับคืนมาแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนครั้งหนึ่ง ซึ่งบ้านเมืองราวตกอยู่ในภาวะไร้ขื่อแป ใครนึกจะงัดเอาอาวุธออกมาทำร้ายกันเมื่อไรก็ได้ตามอำเภอใจ

             บทเรียนจากการประกาศสงครามยาเสพติดเมื่อหลายปีก่อนจนเป็นเหตุให้เกิดสงครามละเลงเลือดขึ้นมาจริงๆ ทำให้ทุกฝ่ายตระหนักดีกว่า การเอาชนะยาเสพติดด้วยวิธีการรุนแรงนั้น รังแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และที่หนักหนาสาหัสมากกว่านั้นก็คือ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่อจากการวิสามัญฆาตกรรมของเจ้าหน้าที่ หลายกรณียังเป็นคดีความค้างคากันอยู่ในศาล ทั้งนี้ก็เพราะการส่งสัญญาณผิดๆ เกี่ยวกับนโยบายการปราบปรามจากรัฐบาล จนเจ้าหน้าที่ตีความเอาเองว่า การฆ่ากันเองในขบวนการค้าเสพติด หรือแม้แต่วิสามัญฆาตกรรม เป็นหนึ่งในวิธีการเอาชนะ พูดง่ายๆ ก็คือ เจ้าหน้าที่คิดเอาเองว่าได้รับใบสั่งฆ่าจากรัฐบาล บทเรียนครั้งนั้นสอนให้รู้ว่า นโยบายใดก็ตาม ถ้าหากไม่ลงลึกถึงรายละเอียดในวิธีการปฏิบัติแล้ว ย่อมนำไปสู่ความผิดพลาดได้เสมอๆ เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลทำเป็นปากว่าตาขยิบเสียเอง

             แม้การประกาศทำสงครามยาเสพติดรอบใหม่ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะถือได้ว่า ได้นำเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นบทเรียน โดยไม่เลือกวิธีการหรือให้สัญญาณการใช้ความรุนแรงก็ตาม หากแต่สถานการณ์ที่ปรากฏผลตามมาก็คือ เริ่มเกิดมหกรรมไล่ฆ่ากันขึ้นอีกครั้ง ซึ่งบางคนบางฝ่ายอาจถือเป็นเรื่องปกติของขบวนการค้ายาเสพติด ที่มักจบลงด้วยคมกระสุนของคนในขบวนการเอง ความคิดเช่นนี้ต้องถือว่าผิดอยู่มาก เพราะตราบใดก็ตามที่ประเทศยังคงความเป็นนิติรัฐ ผู้คุมกฎหมายของบ้านเมืองจะปล่อยให้ฆ่ากันเองหรือมีความสะใจอยู่ลึกๆ ที่คนทำผิดกฎหมายตายลงโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมไม่ได้

             ขณะนี้สังเกตได้ว่า รัฐบาลกำลังดำเนินความพยายามหลายทางด้วยกันเพื่อเอาชนะยาเสพติด ทั้งแนวนโยบายและการใช้เครื่องมือที่ทันสมัยขึ้นเข้ามาช่วยงาน ขณะที่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็เร่งรัดปรับตัว และใช้มาตรการเข้มข้นมากขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะปรับเปลี่ยนนโยบายไปอย่างไร ขบวนการค้ายาเสพติดก็พยายามปรับเปลี่ยนวิธีการสารพัดรูปแบบ เพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมตามไปด้วย หรือบางทีอาจจะแยบยลจนฝ่ายบ้านเมืองตามไม่ทันก็เป็นได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จำเป็นอยู่ที่รัฐบาลจะต้องใช้ความอดทนอดกลั้นและตั้งมั่นอยู่ในความเป็นนิติรัฐ ที่จะต้องไม่เปิดทางให้เกิดการใช้วิธีการนอกกฎหมายอย่างที่แล้วๆ มา ยิ่งเมื่อเกิดกรณีฆาตกรรมที่แนวทางการสืบสวนพบว่า เป็น "โจรฆ่าโจร" ก็ยิ่งจะต้องเร่งรัดจับกุมผู้กระทำผิด กับหามาตรการป้องปรามการฆ่ากันพร้อมกันไปได้