'ครม.ปู3'ยกเครื่องทั้งบริหาร-นิติบัญญัติ

"ครม.ยิ่งลักษณ์ 3"ยกเครื่องทั้งบริหาร-นิติบัญญัติ : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ somthawin@nationgroup.com

               คำพยากรณ์ของ "สุชาติ ธาราธำรงเวช" รมว.ศึกษาธิการ ที่บอกว่า "สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ดูเหมือนจะรุนแรงมากขึ้น อาจส่งผลให้รัฐบาลอยู่ไม่เกินสิ้นปีนี้"
   
               คำพยากรณ์ของ "สุชาติ" ที่วิเคราะห์ว่า รัฐบาลจะอายุสั้น ไม่ได้ "เรียกแขก" จากคนภายนอกพรรค แต่เป็นการเรียกแขกคนในพรรคให้ออกมาเรียงหน้า "ตอกกลับ" คำพูดของ "สุชาติ" แถมบางคนถึงกับ "ขับไล่" ไสส่งให้พ้นเก้าอี้ "รัฐมนตรี" ก่อนคนอื่น
   
               จนทำให้ "สุชาติ" ต้องรีบไปชี้แจง "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ไม่มีเจตนาว่ารัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอม เป็นเพียงการถามตอบผู้สื่อข่าวและเผลอหลุดปากออกไปเท่านั้น
   
               หากย้อนไปดู "ประวัติศาสตร์การเมือง" ภายใต้การบริหารงานของ "ทักษิณ ชินวัตร" จะพบว่า การพังพาบของรัฐบาลจะเกิดจากปัญหาบริหารจัดการ "ภายใน" ที่ล้มเหลวแทบทั้งสิ้น
   
               นับตั้งแต่การก่อตั้ง "พรรคไทยรักไทย" เมื่อปี 2541 ถือเป็นพรรคการเมืองแรกที่ได้รับการเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2548 โดยได้รับการเลือกตั้งถึง 376 ที่นั่ง จากจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่ง
   
               โดยเอาชนะพรรคคู่แข่งคือ "พรรคประชาธิปัตย์" ที่ได้เพียง 96 ที่นั่ง ทำให้ "พรรคไทยรักไทย" เป็นพรรคการเมืองแรกที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จ
   
               แต่จะเห็นว่า การบริหารงานที่ผ่านมา "สะดุดขาตัวเอง" มาตลอด ไม่ใช่ล้มเพราะถูกคนอื่นกระทำ
   
               ทั้งที่คะแนนเสียง "ฝ่ายนิติบัญญัติ" และ "รัฐมนตรี" ที่นั่งเป็น "ฝ่ายบริหาร" ส่วนใหญ่ก็ท่วมท้น แต่ปรากฏว่าทั้งงานในสภาหรืองานฝ่ายบริหารจะสั่นคลอนมาตลอด
   
               เมื่อเป็นรัฐบาลพรรคเดียวก็บริหารงานแบบ "รวบอำนาจ" เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นน้อย สุดท้ายก็ไปไม่รอด
   
               ต่อมาในยุคของ "พรรคเพื่อไทย" ที่เป็น "รัฐบาลผสม" เมื่อเจอปัญหาเศรษฐกิจโลก ปัญหาการบริหารงาน และปัญหาการเมืองภายใน ด้วยความที่ "คณะรัฐมนตรี" ส่วนใหญ่ "เป็นมือใหม่" บางคนถึงกับถูกเปรียบเทียบเป็น "รัฐมนตรีเกรดซี" มีประสบการณ์บริหารงานน้อย เมื่อมาเป็น "รัฐมนตรี" แล้วเจอปัญหาที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนแต่ทำไม่ได้ เพราะบางคนมานั่งบริหารงานในฐานะตัวแทนทางการเมือง "อำนาจ" การตัดสินใจจึงไม่เบ็ดเสร็จ การบริหารงานจึงล้มเหลว
   
               ขณะที่ "ฝ่ายนิติบัญญัติ" ซึ่งเป็นมือเป็นไม้ในการสนับสนุน "ฝ่ายบริหาร" ในเรื่องการออกกฎหมาย แทนที่จะออกกฎหมายที่ไปช่วยด้านการบริหารให้ทำงานคล่องตัวขึ้น แต่กลับตรงกันข้าม "ร่างกฎหมาย" ที่เตรียมนำเข้ายิ่งไปสร้างปัญหาให้แก่ "ฝ่ายบริหาร" ให้ทำงานหนักมากยิ่งกว่าเดิม
   
               เพราะนับตั้งแต่ "ยิ่งลักษณ์" เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ถูกจับตามองเรื่องการเป็น "ตัวแทน" ของพี่ชาย "ทักษิณ ชินวัตร" เข้ามาเพื่อช่วยเหลือพี่ชายให้ได้กลับประเทศ และรอดพ้นจากคดี
   
               ทั้งที่รู้ว่ากำลังตกเป็น "เป้า" แต่สมาชิกในพรรค หรือแม้กระทั่ง "พี่ชาย" ก็ยังไม่วาย "เรียกแขก" ให้ต้องเจอกับปัญหาตลอด
   
               โดยเฉพาะ "ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ...." (พรบ.ปรองดอง) ที่ถูกมองว่าเป็น "กฎหมายนิรโทษกรรม" ที่เกิดประโยชน์ต่อ "ทักษิณและพวกพ้อง" มากที่สุด ก็ถือเป็นกฎหมาย "เรียกม็อบ" ให้แก่ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์"
   
               ขณะที่ "ทักษิณ" สั่งเดินหน้า แต่ว่า "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" เห็นว่า ถ้ายังฝืนกระแสสังคมอาจทำให้ "รัฐบาลอายุสั้น" จึงสั่งถอย ซึ่งเรื่องนี้ในที่ประชุมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยก็เห็นด้วยกับ "นายกฯยิ่งลักษณ์" มติคะแนนในที่ประชุมรัฐสภาจึงสวนกระแสความต้องการของ "นายใหญ่"
   
               ซึ่งการเปิดประชุมสภาในวันที่ 1 สิงหาคม "พรบ.ปรองดอง" ได้ถูกบรรจุเป็นเรื่องด่วนที่ 1 "สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็รู้สึกกังวลกับเรื่องนี้ โดยมองว่า อนาคตของรัฐบาลจะอยู่ยาวหรือไม่ขึ้นอยู่กับร่าง พรบ.ปรองดอง จึงเตรียมหารือกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคให้ถอนร่างดังกล่าวออกจากวาระการประชุมไปก่อน
   
               นอกจากนี้มีเสียงขอร้องจาก "น้องสาว" ไปถึงพี่ชายให้ถอยและมอบอำนาจการตัดสินใจในการบริหารให้บ้าง เพราะผู้ที่เผชิญหน้ากับปัญหาคือ "น้องสาว" จะเห็นว่าการบริหารงานของ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ระยะหลังในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจะมีความมั่นใจและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
   
               การปรับคณะรัฐมนตรีของ "ครม.ยิ่งลักษณ์ 3" ครั้งนี้ ไม่เพียงปรับตำแหน่ง "ฝ่ายบริหาร" เท่านั้น
   
               ยังมีการปรับตำแหน่ง "ฝ่ายนิติบัญญัติ" อีกหลายตำแหน่ง หลังจากมาไล่เรียงดูแล้ว เห็นว่า "เกมในสภา" ตั้งแต่สมาชิกยัน "ผู้คุมกฎ" ทำงานไม่เป็นไปตามเป้า โดยเฉพาะส.ส.รูปหล่อ พ่อรวย การศึกษาดี ชาติตระกูลดี แต่ไม่ทำหน้าที่ในสภา ปล่อยให้ "ส.ส.บ้านนอก" ต้องออกหน้ารับศึกหนัก!
   
               ดังนั้นหลังเปิดสภาโฉมหน้า "ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ" จะปรับเปลี่ยนใหม่ นอกจากนี้มีประสบการณ์ "งานบริหารบ้านเมือง" แล้ว ต้อง "รู้งานการเมือง" ด้วย เพราะที่ผ่านมา "รัฐบาล" ถูก "ฝ่ายค้าน" ไล่ต้อนทั้งที่เสียงท่วมท้น

..........

(หมายเหตุ : "ครม.ยิ่งลักษณ์ 3"ยกเครื่องทั้งบริหาร-นิติบัญญัติ : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ somthawin@nationgroup.com)