วันก่อนศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ได้เผยแพร่ผลการสำรวจความจริงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะสังคมเมือง เกี่ยวกับเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานในเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปีว่า ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ในวัยนี้มักไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ฝ่ายหญิงที่กำลังศึกษาอยู่ก็อาจตัดสินใจไม่ศึกษาต่อ หรือบางรายอาจตัดสินใจทำแท้ง ทั้งที่การกระทำเช่นนั้นผิดทั้งกฎหมายและยังขัดต่อหลักศีลธรรม แต่ถ้าหากจำยอมครองคู่อยู่ด้วยกันโอกาสที่ปัญหาอื่นจะตามมาก็มีสูง เนื่องจากไม่พร้อมกันทั้งคู่
ผลการสำรวจนั้นพบว่า ส่วนใหญ่จะรับได้กับการมีเพศสัมพันธ์กันก่อนแต่ง และไม่ใช่แค่นั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ก็ยังอยากให้คนทั่วไปยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นอีกด้วย ส่วนสื่อที่กระตุ้นให้มีความต้องการมีเพศสัมพันธ์นั้น แน่นอนว่า อินเทอร์เน็ตมาเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยสื่อโทรทัศน์ และในตอนท้ายทางโครงการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ยังแสดงความห่วงใย พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปปรับเปลี่ยนทัศนคติความคิดเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานให้แก่เยาวชน เพื่อธำรงรักษาขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมอันดีของสังคมไทย
สังคมไทยทุกวันนี้ เยาวชนมีโอกาสที่จะเข้าถึงสื่อได้เร็วกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนมาก ยิ่งรัฐบาลมนโยบายส่งเสริมให้เข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ตด้วยการแจกแท็บเล็ตให้เด็กชั้น ป.1 ก็จะยิ่งทำให้การเข้าถึงสื่อได้ง่ายขึ้น จากผลการสำรวจที่ว่า ประกอบกับข่าวที่เด็กวัยรุ่นชาย 6 หญิง 2 ชวนกันไปเปิดโรงแรมม่านรูดเพื่อมีเพศสัมพันธ์กันในช่วงเช้าที่ อ.เมือง จ.ราชบุรี จนชาวบ้านที่พบเห็นทนไม่ไหวแจ้งผู้สื่อข่าวให้ประสานตำรวจเข้าจับกุม เด็กสารภาพว่า ชวนกันมาประจำและไม่ได้ไปเรียน
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า นอกจากการให้ความรู้เท่าที่จำเป็นแล้ว "ภูมิคุ้มกัน" ที่เด็ก-เยาวชนพึงได้รับจากครอบครัว โรงเรียน และสังคมนั้นแทบไม่เคยเกิดขึ้น และเมื่อนโยบายรัฐบาลที่พยายามเปิดประตูสู่โลกกว้างให้แก่เด็ก-เยาวชนเหล่านี้ โดยที่ไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ได้ปลูกฝังทัศนคติและการมีศีลธรรมอันดีให้ โรงแรมม่านรูด ก็อาจไม่จำเป็นต้องไปใช้บริการ เพราะในที่ที่เป็นสาธารณะอย่างโรงภาพยนตร์-สวนสาธารณะ อย่างที่มีคลิปหลุดออกมาให้ฮือฮาในตอนนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นกันจนชินตา
ที่ผ่านมาทั้งในเรื่องภูมิคุ้มกัน และศีลธรรมอันดี เราแทบไม่เคยเห็นการผลักดันออกมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงวัฒนธรรม รวมทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อย่างจริงจังเข้มแข็ง เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ต่างก็ชี้ไปที่สถานศึกษาและครอบครัวของเด็ก-เยาวชนเหล่านั้น อันสะท้อนให้เห็นว่า หน่วยงานที่ควรจะรับผิดชอบต่อสังคม ทำงานเอาง่ายและไม่รับผิดชอบจนชิน พูดง่ายๆ ว่า ภูมิคุ้มกันบกพร่องมาตั้งแต่ต้น